เด็กช่างไฟ ฝึกหัด

เด็กช่างไฟ ฝึกหัด รับทำโปรเจคด้วย arduino esp8266 esp32 attiny85
รับออกแ? รับทำโปรเจค รับเขียนโปรแกรม arduino
สนใจโทร 0880897507
id line bestpbrider2014

05/02/2026

ฝันร้าย จป
สามสาว วิศวะไฟฟ้า
มาป่วนโรงงาน🩷

04/02/2026

พบกันน้อง ใบหม่อน กันครับ
มาฝากตัว เรียนรู้ plc กับพี่ๆ กันครับ

14/12/2025

ระบบ แจ้งเตือน ระดับน้ำ ไร้สัมผัส

เทสๆๆ  FX3U 24MR 6AD 2DA RS485 RTC 18/11/2568 21:47
18/11/2025

เทสๆๆ FX3U 24MR 6AD 2DA RS485 RTC 18/11/2568 21:47

20/07/2025

#การไม่แยกสายกราวด์AC และ #สายกราวด์DC อาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การรบกวนสัญญาณ, ไฟฟ้าช็อต, หรือความเสียหายต่ออุปกรณ์ได้ เนื่องจากสายกราวด์ AC และ DC มีหน้าที่และคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การรวมกันอาจทำให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดได้
ข้อเสียของการไม่แยกสายกราวด์ AC และ DC:
#การรบกวนสัญญาณ (Noise):
สายกราวด์ AC มักมีสัญญาณรบกวนจากแหล่งจ่ายไฟ AC ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์ที่ใช้ไฟ DC ทำให้เกิดการทำงานผิดพลาดหรือสัญญาณรบกวนในระบบ.
#อันตรายจากไฟฟ้าช็อต:
หากมีการต่อสายกราวด์ AC และ DC ผิดพลาด หรือเกิดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าจากระบบ AC ไปยังระบบ DC อาจทำให้เกิดอันตรายจากไฟฟ้าช็อตได้.
#ความเสียหายต่ออุปกรณ์:
การรวมสายกราวด์ AC และ DC อาจทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าที่ไม่พึงประสงค์ในระบบ DC ซึ่งอาจส่งผลเสียต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานด้วยไฟ DC.
#ปัญหาในการแก้ไข:
หากเกิดปัญหาในระบบที่ใช้สายกราวด์รวมกัน การแก้ไขจะทำได้ยากกว่า เนื่องจากไม่สามารถระบุต้นตอของปัญหาได้ง่าย.
การทำงานผิดพลาดของอุปกรณ์:
การรบกวนสัญญาณและแรงดันไฟฟ้าที่ไม่เสถียรอาจทำให้ระบบทำงานผิดพลาด หรือหยุดทำงานโดยไม่คาดคิด.
ข้อดีของการแยกสายกราวด์ AC และ DC:
#ความปลอดภัย:
การแยกสายกราวด์ AC และ DC ช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าช็อตและอันตรายอื่นๆ.
ประสิทธิภาพของระบบ:
การแยกสายกราวด์ AC และ DC ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ.
#ความน่าเชื่อถือ:
การแยกสายกราวด์ AC และ DC ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์.
#การแก้ไขปัญหา:
การแยกสายกราวด์ AC และ DC ช่วยให้การแก้ไขปัญหาทำได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น.
#สรุป:
การแยกสายกราวด์ AC และ DC เป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัย, ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์.

16/04/2025

แน่นอนค่ะ! มาดูวิธีคิดอย่างละเอียดกันว่าถ้าเราใช้แบตเตอรี่ 12V 100Ah กับอินเวอร์เตอร์
12V to 230V ขนาด 3000W แล้วจ่ายโหลด 230V ที่ใช้กำลัง 700W จะใช้งานได้กี่ชั่วโมง

---

1. ข้อมูลเริ่มต้น

แบตเตอรี่: 12V 100Ah

ความจุพลังงาน = 12V × 100Ah = 1200Wh

โหลดไฟฟ้า: 700W

แรงดันโหลด: 230V

อินเวอร์เตอร์: แปลง 12V → 230V (สมมติว่ามีประสิทธิภาพประมาณ 85%)

ต้องการหา: ใช้งานได้นานกี่ชั่วโมง

---

2. ปรับคำนวณโหลดตามประสิทธิภาพของอินเวอร์เตอร์

เครื่องใช้ไฟฟ้าใช้ 700W ที่ฝั่ง 230V
=> ที่ฝั่ง 12V แบตเตอรี่อินเวอร์เตอร์จะดึงไฟมากขึ้น เพราะมีการสูญเสีย

คิดโหลดที่แบตเตอรี่จ่ายจริง:

โหลดจริงที่แบตเตอรี่ต้องจ่าย (รวมการสูญเสีย) =
700W ÷ 0.85 ≈ 823.5W

---

3. คำนวณระยะเวลาการใช้งาน

พลังงานที่แบตมี = 1200Wh

โหลดที่ใช้ (รวม loss) ≈ 823.5W

เวลาใช้งาน = พลังงานแบต ÷ โหลดใช้งาน

เวลา ≈ 1200Wh ÷ 823.5W ≈ 1.46 ชั่วโมง
= ประมาณ 1 ชั่วโมง 28 นาที

---

4. ข้อควรระวังในการใช้งานจริง

การใช้แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด (Lead-acid) ไม่ควรใช้จนหมด 100%
ปกติควรใช้ ไม่เกิน 50–80% เพื่อยืดอายุแบตเตอรี่
ถ้าใช้แค่ 80% ของความจุ = 1200Wh × 0.8 = 960Wh

ดังนั้นเวลาจริงอาจเหลือแค่:
960Wh ÷ 823.5W ≈ 1.17 ชั่วโมง (ประมาณ 1 ชั่วโมง 10 นาที)

---

สรุป

ใช้งานได้ประมาณ 1.46 ชั่วโมง (ถ้าดึงแบตเต็ม 100%)

ใช้งานได้ประมาณ 1.17 ชั่วโมง (ถ้าดึงแบต 80% เพื่อถนอมแบต)

---

หากต้องการให้ช่วยสร้างเครื่องคิดเลขเล็ก ๆ บน Excel สำหรับคำนวณแบบนี้ ก็บอกได้นะคะ!

R1 = transition resistorตัวต้านทานช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสตาร์เป็นเดลต้าคือ ในจังหวะที่off K2 ขณะมอเตอร์หมุนแบบสตาร์ มอเต...
25/02/2025

R1 = transition resistor
ตัวต้านทานช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างสตาร์เป็นเดลต้า

คือ

ในจังหวะที่off K2 ขณะมอเตอร์หมุนแบบสตาร์ มอเตอร์จะทำงานเป็นเครื่องปั่นไฟ พร้อมจ่ายพลังงานออกมา

หาก on K3 บังคับให้เป็นแบบเดลต้าทันที จะเกิดกระแสกระชากอย่างแรง หลายอุปกรณ์อาจพังได้

จึงต้องเพิ่มจังหวะเปลี่ยนผ่าน transition time ก่อนon K3 เพื่อลดกระแสกระชากนี้ ซึ่งมักตั้งเวลาประมาณ ???? วินาที

สำหรับมอเตอร์ขนาดเล็ก ใช้ไทม์เมอร์หน่วงเวลา transition time ก็พอ

สำหรับมอเตอร์ขนาดใหญ่ กระแสกระชากนี้จะสูงมาก จึงต้องต่อเพิ่มรีซิสเตอร์เพื่อช่วยลดกระแสกระชากนี้อีกชั้น ในระหว่าง transition time

เข้าใจว่าเป็นแบบนี้
ผิดพลาดอย่างไร
ชี้แนะเพิ่มเติมด้วยครับ

ปล.
เทคนิคนี้โบราณมาก คงไม่มีใครใช้กันแล้ว ไปใช้ VFD ควบคุมแทนกันหมดแล้ว

ส่วนไทม์เมอร์หน่วงเวลาสตาร์เดลต้า ทุกวันนี้มีทำขายสำเร็จรูป พร้อมใช้งานได้เลยครับ

การเชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าแบบสามเฟสในสองรูปแบบ 1. การเชื่อมต่อแบบเดลต้า (Delta Connection - 220V): • ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220...
29/12/2024

การเชื่อมต่อมอเตอร์ไฟฟ้าแบบสามเฟสในสองรูปแบบ

1. การเชื่อมต่อแบบเดลต้า (Delta Connection - 220V):
• ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 220V สามเฟส
• การต่อสาย:
• สาย R ต่อกับขั้ว 1 และ 6
• สาย S ต่อกับขั้ว 2 และ 4
• สาย T ต่อกับขั้ว 3 และ 5
• ขดลวดในมอเตอร์จะถูกต่อกันในรูปสามเหลี่ยม (Delta)
2. การเชื่อมต่อแบบสตาร์ (Star Connection - 380V):
• ใช้กับแรงดันไฟฟ้า 380V สามเฟส
• การต่อสาย:
• สาย R ต่อกับขั้ว 1
• สาย S ต่อกับขั้ว 2
• สาย T ต่อกับขั้ว 3
• ขั้ว 4, 5, และ 6 ต่อรวมกันเป็นจุดกลาง (Neutral)
• ขดลวดในมอเตอร์จะถูกต่อกันในรูปดาว (Star)

การเลือกวิธีการเชื่อมต่อขึ้นอยู่กับแรงดันไฟฟ้าที่ใช้งานและพิกัดของมอเตอร์

20/11/2024
..ในการ ขนาน C ค่า 104เพิ่มเข้าไป ในชุดภาคจ่ายไฟ แอมป์แต่พอเปิดหนักๆ...Dc ตก แม่งไม่มีใครสนใจ Diode เลยว่าไหมนี้ละทำไมที...
30/08/2024

..ในการ ขนาน C ค่า 104เพิ่มเข้าไป ในชุดภาคจ่ายไฟ แอมป์
แต่พอเปิดหนักๆ...Dc ตก แม่งไม่มีใครสนใจ Diode เลยว่าไหม
นี้ละทำไมที่นี้ถึง ขาย เพาเวอร์ไดโอด..

ทำไมเวลาเราจับไขควงวัดไฟแล้วหลอดไฟติดครบวงจรที่ตัวเรามีกระแสไหลแต่เราไม่เป็นอะไรเพราะอะไร*1) ไขควงวัดไฟ ประกอบด้วยหลอดนี...
19/05/2024

ทำไมเวลาเราจับไขควงวัดไฟแล้วหลอดไฟติดครบวงจรที่ตัวเรามีกระแสไหลแต่เราไม่เป็นอะไรเพราะอะไร

*1) ไขควงวัดไฟ ประกอบด้วยหลอดนีออน ต่ออนุกรมกับตัวต้านทานค่าสูงๆ ประมาณ 500 กิโลโอห์ม

หลอดนีออน (ไม่ใช่ LED) เป็นหลอดที่ไม่มีไส้ ให้แสงสีส้ม กินกระแสน้อยมาก ก็สามารถติดสว่างได้แล้ว

ตัวต้านทานนั้นใช้เพื่อจำกัดกระแสไม่ให้เกินระดับที่จะเกิดอันตรายกับผู้ใช้งานครับ

การที่หลอดติดเรืองแสงขึ้นมาได้ เพราะตัวผู้ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการไหลของกระแสไฟฟ้าจากปลายไขควง ผ่านเข้าหลอดนีออน และตัวต้านทาน ผ่านมาที่หัวไขควงจุดที่เอานิ้วแตะ ผ่านร่างกายผู้ใช้ ผ่านเท้า(และรองเท้า) ลงไปที่พื้นดิน กลับไปยังต้นทางครับ

* 2) เรื่องทำไมเอามือแตะแล้วไม่ดูด
จริงๆ มันก็มีกระแสไหลผ่านมือเรานั่นล่ะแต่ไหลน้อยๆ ไม่รู้สึก
(บางคนอาจรู้สึกนะ)

ไหนๆ ก็ตอบแล้วอุปกรณ์พอมี อาศัยกล้องมือถือละกัน
วัดให้ดูเลยว่ากระแสที่ไหลมันมากแค่ไหน ในมิเตอร์นั่นหน่วยเป็นไมโครแอมป์ครับ

ซึ่งเท่ากับ 0.1157 mA (มิลลิแอมป์)
หรือ 0.0001157 A (แอมป์)
น้อยมากๆ จนไม่รู้สึก

* 3) ไหนๆ ก็มาถึงนี่ล่ะ ผมจะลองวัดกระแสที่ไหลผ่านมือจริงๆ ดีกว่า โดยจะปลดสายนิวทรอลออก แล้วเอามือจับแทน..........

ไฟจาก L จะไปเข้าแอมป์มิเตอร์ และมาที่หลอดนีออน+R แล้วมาที่นิ้วมือ

พบว่ากระแสไหลแค่ 89.1 ไมโครแอมป์ (0.0000891 แอมป์)
ไหลผ่านมือผมอยู่แล้วไปครบวงจรที่เท้าที่เหยีบอยู่บนพื้น
ซึ่งมือผมทำหน้าที่แทนอีกสายที่ถอดออกไป

ถ้าสังเกตจะพบว่ากระแสจะไหลน้อยกว่าภาพข้างบนที่ต่อโดยตรงไปที่นิวทรอลเล็กน้อย

* 4) คงเป็นภาพสุดท้ายแล้ว คือทดลอง..... ยกขาขึ้นจากพื้น หลอดหรี่ลง กระแสไหลน้อยลง

เหลือเพียง 13.1 ไมโครแอมป์เอง หลอดแทบไม่ติดแล้ว.......

ดังนั้นถ้าใส่รองเท้าอย่างดีมีฉนวนที่พื้นปูไว้ ก็อาจทำให้ไขควงวัดไฟทำงานไม่ได้ ดังนั้นตอนวัดอาจจะต้องเอามือช่วยจับผนังปูนไว้หน่อยก็จะทำให้หลอดสว่างขึ่นได้

credit : จากคุณ : pa_ul - [ 23 ก.ย. 51 21:54:57 ] Pantip
http://topicstock.pantip.com/home/topicstock/2008/09/R7025561/R7025561.html

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เด็กช่างไฟ ฝึกหัดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์