Crudo Landscape รับออกแบบจัดสวน ปรับภูมิทัศน์ รับเหมาต่อเติมบ้านหรืออาคาร และสนับสนุนองค์กร หรือโครงการที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ติดต่อ Line : https://line.me/ti/p/kxY95DB-k5

31/08/2026

น้ำแข็ง ‘แอนตาร์กติกา’ ละลาย ปล่อย ‘สารปรอทโบราณ’ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ทำลายระบบประสาทสัตว์น้ำ-มนุษย์ ต่อให้ลดมลพิษได้ตอนนี้ ก็หยุดปรอทไม่ได้ทันที
“แอนตาร์กติกา” ทวีปที่อยู่ห่างไกลและบริสุทธิ์ที่สุดของโลก เป็นแหล่งกักเก็บสารเคมีอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง แต่เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้น้ำแข็งละลาย จนทวีปนี้กลายเป็นแหล่งปลดปล่อยสารพิษลงสู่มหาสมุทรใต้ โดยเฉพาะ “สารปรอท” ซึ่งเป็นโลหะหนักอันตราย ในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล
ในอดีต แอนตาร์กติกามีอุณหภูมิต่ำติดลบ ทำหน้าที่เหมือนกับตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ ที่คอยดักจับมลพิษทางอากาศ มลพิษทางทะเล และโลหะหนักชนิดต่าง ๆ รวมถึงปรอทที่พัดพามาจากซีกโลกอื่น โดยกักเก็บในชั้นน้ำแข็งมานานหลายทศวรรษ ช่วยไม่ให้ปรอทและมลพิษต่าง ๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเลทั่วโลก แต่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นน้ำแข็งหนาที่เคยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันกลับเริ่มพังทลายลงและปล่อยมลพิษสะสมเหล่านี้ออกมา
นักวิจัยทำการเจาะและเก็บตัวอย่างดินตะกอน จำนวน 16 ตัวอย่างจากไหล่ทวีปบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติก พบว่า อัตราการสะสมของสารปรอทในดินตะกอนบริเวณนี้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 160% นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการสะสมนี้กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและน่ากังวลเป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950
นักวิจัยสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์วงจรและปริมาณสมดุลของปรอทของโลก พบว่า การละลายของธารน้ำแข็งส่งผลให้การปล่อยปรอทจากธารน้ำแข็งลงสู่มหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นถึง 550% นับตั้งแต่เริ่มยุคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ทีมวิจัยประมาณการว่าสารปรอทประมาณ 56% ที่ตรวจพบในดินตะกอนใต้ทะเลบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติกมาจากชั้นบรรยากาศโดยตรง ขณะที่ส่วนที่เหลือนั้นมีแนวโน้มว่าจะมาจากน้ำละลายของธารน้ำแข็ง การผุกร่อน และการกัดเซาะของน้ำแข็งและตะกอนในทวีปเอง
เมื่อปรอทจมลงสู่ตะกอนใต้ทะเล มันสามารถเปลี่ยนรูปเป็น "เมทิลเมอร์คิวรี" ซึ่งเป็นสารปรอทในรูปอินทรีย์ที่มีความเป็นพิษต่อระบบประสาทสูงและสามารถสะสมในสิ่งมีชีวิตได้ง่าย โดยเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารทางทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน คริลล์ ปลา นกทะเล ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล และสุดท้ายก็มาถึงมนุษย์
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1249463
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจSustain

20/08/2026

ผมไม่หวงแบนเนอร์นี้

ท่านเซฟไว้ในเครื่องโทรศัพท์ของท่านและนำไปโพสต์ในชื่อของท่านได้เลย

เพื่อให้ประชาชนได้รับรับทราบ ไม่ต้องขออนุญาตผมครับ (นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย)

14/08/2026

อยากมีสนามหญ้าเขียวขจีอยู่หน้าบ้าน แต่ขี้เกียจดูแลรักษา แบบนี้เราไม่ปลูกหญ้าได้ไหม

วิทย์-ศิริวิทย์ ริ้วบำรุง เจ้าของคอลัมน์ Plant Planet บอกว่า ได้! พร้อมเสนอพืช 8 พันธุ์ไม้คลุมดินแบบมินิมอลเอาไว้ปลูกแทนหญ้าที่เลี้ยงง่าย ดูแลน้อย แต่สวยมาก แค่รดน้ำเจ้าเหล่าต้นไม้ก็พร้อมจะผลิดอกออกสีเขียวให้ได้ชม เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็เตรียมจดชื่อ แล้วไปซื้อมาลองปลูกบ้างดีกว่า

ตามไปดูวิธีดูแลแบบละเอียดต่อได้ในคอลัมน์ Plant Planet https://readthecloud.com/living/plant-planet/ground-cover-plant/

#พืชคลุมดิน

28/07/2026
11/07/2026

ปี 2025 เป็นปีที่โลกทำสถิติร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

หลายประเทศเผชิญคลื่นความร้อนยาวนาน ไฟป่ากินพื้นที่กว้าง พายุและน้ำท่วมสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ เหตุการณ์ที่เคยถูกเรียกว่า ‘ผิดปกติ’ กำลังกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแทบทุกเดือน

แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน ‘ข่าว’ ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลับลดลง

ข้อมูลจากองค์กรติดตามสื่อ Media Matters พบว่า เวลาการรายงานข่าวด้านสภาพภูมิอากาศของสถานีโทรทัศน์หลักในสหรัฐอเมริกาลดลงถึง 35 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ Media and Climate Change Observatory (MeCCO) รายงานว่า ปริมาณข่าวด้านภูมิอากาศทั่วโลกลดลงราว 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นั่นเท่ากับว่า พื้นที่ที่สังคมใช้ทำความเข้าใจวิกฤตกำลังลดลงไป

ซึ่งการลดลงของข่าวไม่ได้เกิดจากการที่ประเด็นนี้หมดความสำคัญ หากเกิดจากปัญหาหลายด้านที่ทับซ้อนกัน

อุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รายได้ลดลง ห้องข่าวหลายแห่งต้องปรับโครงสร้างและปลดพนักงาน ข่าวสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้เวลาในการค้นคว้า ลงพื้นที่ และอาศัยนักข่าวเฉพาะทาง จึงเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ

กรณีการปรับลดบุคลากรของ CBS News ในช่วงปลายปี 2025 เป็นเพียงภาพหนึ่งของแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายองค์กร

อีกด้านหนึ่ง วงจรข่าวรายวันถูกครอบครองด้วยสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเลือกตั้ง และปัญหาเศรษฐกิจ ได้เบียดพื้นที่ข่าวอื่นออกไป

ปัจจัยทางการเมืองก็มีส่วนไม่น้อยต่อทิศทางการรายงาน เมื่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นภูมิอากาศลดลง การอภิปรายในพื้นที่สื่อก็มักเปลี่ยนตาม

วาระของข่าวจึงไม่ได้ถูกกำหนดจากความรุนแรงของปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำลังผลักดันหรือเลือกจะไม่พูดถึง

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนข่าว คือคุณภาพของข่าวที่ยังเหลืออยู่

การรายงานจำนวนมากยังคงติดอยู่กับเหตุการณ์เฉพาะหน้า ไฟป่าถูกนำเสนอในฐานะไฟป่า คลื่นความร้อนถูกเล่าในฐานะอุณหภูมิที่ทำลายสถิติ น้ำท่วมถูกอธิบายผ่านตัวเลขความเสียหาย เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ข่าวก็จบไปด้วย

สิ่งที่หายไปคือคำอธิบายว่าทำไมเหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดบ่อยขึ้น นโยบายพลังงานเกี่ยวข้องอย่างไร เชื้อเพลิงฟอสซิลมีบทบาทตรงไหน หรือการตัดสินใจของรัฐบาลกำลังพาโลกไปในทิศทางใด

การศึกษาหลายชิ้นพบว่า ข่าวภูมิอากาศจำนวนมากแทบไม่เชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะ ทั้งที่การอนุมัติโครงการพลังงาน การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ล้วนเป็นปัจจัยที่กำหนดอนาคตของปัญหานี้

เมื่อรายงานเฉพาะผลลัพธ์ แต่ละเลยต้นเหตุ ภัยพิบัติจึงดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นผลของการตัดสินใจที่มนุษย์สร้างขึ้น

อีกด้านหนึ่ง เสียงของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงกลับมีพื้นที่ไม่มากนัก ไม่ว่าจากชุมชนชายฝั่ง เกษตรกร คนทำประมง หรือประชาชนที่ต้องเผชิญภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเองก็ไม่ได้ปรากฏในสื่อบ่อยเท่ากับความรุนแรงของสถานการณ์

ผลคือ การพูดถึงวิกฤตภูมิอากาศค่อยๆ กลายเป็นเรื่องของตัวเลขและเหตุการณ์ มากกว่าจะเป็นเรื่องของผู้คน นโยบาย และการตัดสินใจที่อยู่เบื้องหลัง

รายงานของ Reuters Institute ชี้ให้เห็นอีกด้านว่า ความสนใจของประชาชนต่อปัญหาสภาพภูมิอากาศไม่ได้ลดลงมากนัก แต่สิ่งที่ลดลงคือปริมาณข้อมูลที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง

ผู้คนจึงต้องหันไปพึ่งพาสื่อออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียมากขึ้น ซึ่งแม้จะทำให้ข่าวเดินทางได้รวดเร็ว แต่ก็มักเป็นข้อมูลที่กระจัดกระจาย ขาดบริบท และไม่เชื่อมโยงภาพใหญ่ของปัญหา

หลายคนจึงเห็นคลิปไฟป่าจากอีกซีกโลก เห็นภาพน้ำท่วมในหลายประเทศ หรือเห็นสถิติอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี แต่ไม่เคยได้รับคำอธิบายว่าทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเดียวกัน มันจึงเกิดช่องว่างของความเข้าใจในประเด็นเพิ่มมากขึ้น

เมื่อพื้นที่ข่าวหดเล็กลง ช่องว่างของข้อมูลก็ขยายใหญ่ขึ้น และในวิกฤตที่ต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันของทั้งสังคม ช่องว่างนั้นอาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าที่เราคิด

อย่างไรก็ตาม ในบรรดาสื่อขนาดใหญ่ ยังมีตัวอย่างที่เดินสวนทางกับแนวโน้มนี้อย่าง PBS NewsHour ซึ่งยังคงติดตามนโยบายด้านภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง

ทั้งการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล การสัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ และการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆ เข้ากับภาพรวมของวิกฤตโลก แตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์จำนวนไม่น้อยที่ค่อยๆ ลดพื้นที่ของประเด็นนี้ลง

ขอย้ำว่า ข่าวโลกร้อนน้อยลงไม่ใช่เพราะวิกฤตภูมิอากาศไม่ได้รุนแรงน้อยลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังดำเนินต่อไป อุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้น และภัยพิบัติยังเกิดถี่ขึ้นเหมือนเดิม


https://www.blockdit.com/islife
https://x.com/IsLife_Write
ติดต่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์
Email : [email protected]

อ้างอิง

How broadcast TV networks covered climate change in 2025 https://www.mediamatters.org/broadcast-networks/how-broadcast-tv-networks-covered-climate-change-2025

Climate Coverage on Major US Commercial Broadcast TV Networks Down 35% in 2025 https://earth.org/climate-coverage-on-major-us-commercial-broadcast-tv-networks-down-35-in-2025/

Climate change media coverage fell 14% in 2025 https://www.colorado.edu/center/spike/2026/02/27/climate-change-media-coverage-fell-14-2025

09/07/2026

ในขณะที่การพัฒนาเมืองมักมาพร้อมกับการสูญเสียพื้นที่สีเขียว ประเทศญี่ปุ่นได้นำเสนอแนวทางที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยความใส่ใจ โดยการย้ายต้นไม้ที่มีมูลค่าทางจิตใจและทางธรรมชาติแทนการตัดทิ้ง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่กระบวนการที่เรียกว่า "เนมาวาชิ" (Nemawashi)
กระบวนการที่มากกว่าแค่การย้าย

การย้ายต้นไม้ขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องใช้ความอดทนและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการดูแล เพื่อให้ต้นไม้มีโอกาสรอดชีวิตสูงที่สุดเมื่อต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ โดยขั้นตอนสำคัญมีดังนี้:
• การเตรียมรากอย่างละเอียด: ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เวลาหลายเดือนในการสำรวจและจัดระเบียบระบบรากของต้นไม้
• การเตรียมสภาพแวดล้อม: กระบวนการนี้ช่วยให้ต้นไม้ปรับตัวได้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะช็อกจากการย้าย (Transplant shock) ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของต้นไม้
• เทคนิคการขนย้าย: ในขั้นตอนการเคลื่อนย้ายจะมีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีหลายรูปแบบร่วมกัน เช่น เครน แท่นยกแบบลม คาน และราง เพื่อควบคุมไม่ให้ต้นไม้ได้รับความเสียหาย

คุณค่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อ "เนมาวาชิ"
นอกเหนือจากการจัดการต้นไม้แล้ว แนวคิดเรื่อง "เนมาวาชิ" ยังสะท้อนถึงวิถีคิดของชาวญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมการให้พร้อมก่อนลงมือทำ ซึ่งในทางชินโตนั้น ต้นไม้ที่มีอายุมากถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พักพิงของจิตวิญญาณ การเลือกที่จะย้ายแทนการทำลายจึงเป็นการแสดงออกถึงการให้ความเคารพต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

#เรื่องเล่า #ประวัติศาสตร์ #วิทยาศาสตร์ #ต่างประเทศ #ความรู้ #สาระน่ารู้ #เกร็ดความ #ข่าว

08/07/2026

🔥 🇨🇷 ปาฏิหาริย์แห่งคอสตาริกา: จากประเทศที่ป่าเกือบเหี้ยน สู่แชมป์ชุบชีวิตป่าฝนแห่งแรกของโลก! 🌳✨

รู้มั้ยว่าครั้งหนึ่ง "คอสตาริกา" เคยเผชิญวิกฤตป่าไม้ขั้นรุนแรงที่สุด? 😱 ในช่วงศตวรรษที่ 20 พื้นที่ป่าถูกทำลายไปเกือบครึ่ง! พอถึงยุค 1980s ผืนป่าทั้งประเทศเหลือแค่ประมาณ 25% เท่านั้น เพราะการตัดไม้ทำลายป่าและการขยายพื้นที่เกษตรกรรมและทำฟาร์มปศุสัตว์ 🚜🪵

แต่ปัจจุบัน… พวกเขาพลิกเกมกลับมาได้แบบโคตรเท่! 💚

ตอนนี้คอสตาริกามีพื้นที่ป่าครอบคลุมมากกว่า 57% ของประเทศ กลายเป็นประเทศเขตร้อนแห่งแรกของโลกที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถ "พลิกฟื้น" จากการสูญเสียผืนป่าครั้งใหญ่ได้สำเร็จ 👏🌲

เคล็ดลับความสำเร็จมาจากอะไรบ้าง? 🤔
🌿 กฎหมายอนุรักษ์ที่จริงจังและเข้มงวด
🏞️ การขยายอุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์ (ปัจจุบันกินพื้นที่กว่า 25% ของประเทศ)
💵 นโยบาย "จ่ายเงินให้เจ้าของที่ดิน" เพื่อแลกกับการดูแลและปกป้องผืนป่า (Payment for Ecosystem Services)
🎒 การเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) ที่สร้างรายได้มหาศาลให้ชุมชน

ที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ แม้คอสตาริกาจะมีพื้นที่เพียงแค่ 0.03% ของพื้นผิวโลก 🌍 แต่กลับเป็นบ้านของความหลากหลายทางชีวภาพถึงเกือบ 6% ของโลก! ทำให้ป่าที่นี่กลายเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่มีความสำคัญต่อโลกของเราสุดๆ 🦜🦥🌱

เรื่องนี้พิสูจน์ให้เราเห็นชัดเลยว่า "ความเสียหายทางธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งที่ถาวรเสมอไป" 🌈 ถ้าเรามีนโยบายระยะยาว มีการลงทุนด้านการอนุรักษ์ และที่สำคัญที่สุดคือ "แรงสนับสนุนจากประชาชน" ประเทศไหนๆ ก็สามารถฟื้นฟูระบบนิเวศที่คิดว่าสูญเสียไปตลอดกาลกลับคืนมาได้แน่นอน! 🤝💚

Sources:
Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO)
Global Forest Watch & World Bank Data
Ministry of Environment and Energy of Costa Rica (MINAE)

#อนุรักษ์ธรรมชาติ #สิ่งแวดล้อม #ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ #โลกร้อน #ฟื้นฟูป่า #ความรู้รอบตัว #เรื่องน่ารู้

06/07/2026

จากข้อมูลที่เราติดตามมาทุกปีจะเจอว่าเสือโคร่ง มีลูกครอกใหม่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ และบางกลุ่มมีการกระจายออกไปอยู่รอบๆ ห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่ฯ เช่น ขึ้นไปทางเหนือ ไปอยู่ในแม่วงก์ คลองลาน ลงไปทางใต้ไปอยู่ทางในเขื่อนศรีนครินทร์ สลักพระ
ห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นแหล่งฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในป่าตะวันตกทั้งหมด ถือว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญ ที่จะรักษาเสือโคร่งอินโดจีนไว้ในประเทศไทย รวมถึงอินโดไชนีส
สมโภชน์ ดวงจันทราศิริ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ
ชวนรับชมสารคดีชุดมรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง ตอนที่ 5 ความหวังอันสดใสของ ‘เสือโคร่ง’ https://www.youtube.com/watch?v=ktwlLns-yLU
สนับสนุนการผลิต Liz Claiborne Art Ortenberg Foundation สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ที่อยู่

Chonburi

เบอร์โทรศัพท์

0894074747

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Crudo Landscapeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Crudo Landscape:

ทางลัด

แชร์