04/03/2026
หน้าที่และความสำคัญของการทำ Boring Test (การเจาะสำรวจชั้นดิน)
1. เพื่อศึกษาลักษณะชั้นดินใต้ดิน
การเจาะสำรวจดินช่วยให้ทราบว่าใต้พื้นดินมี ชั้นดินประเภทใดบ้าง เช่น
• ดินเหนียว (Clay)
• ดินทราย (Sand)
• ดินทรายปนดินเหนียว
• ชั้นกรวด
• ชั้นหิน
ข้อมูลนี้สำคัญมาก เพราะดินแต่ละชนิด รับน้ำหนักได้ไม่เท่ากัน
⸻
2. เพื่อหาค่าการรับน้ำหนักของดิน (Bearing Capacity)
การทดสอบจะช่วยให้ทราบว่าดินสามารถรับน้ำหนักของอาคารได้เท่าไร
ข้อมูลนี้ใช้ในการออกแบบ
• ฐานรากแผ่ (Footing)
• ฐานรากเสาเข็ม (Pile Foundation)
• ฐานรากอาคารสูง
ถ้าไม่รู้ค่าการรับน้ำหนัก อาจทำให้
• อาคารทรุด
• โครงสร้างแตกร้าว
• ฐานรากพัง
⸻
3. เพื่อกำหนดความยาวเสาเข็มข้อมูลจาก Boring Log จะบอกว่าชั้นดินแข็งอยู่ลึกเท่าไรวิศวกรจึงสามารถกำหนดได้ว่า
• เสาเข็มต้องยาวกี่เมตร
• ต้องตอกถึงชั้นดินไหน
เช่น
• ดินอ่อน 0–10 m
• ดินแข็ง 10–20 m
อาจต้องใช้เสาเข็มยาว 18–21 เมตร
⸻
4. เพื่อป้องกันการทรุดตัวของอาคาร
ดินบางประเภท เช่นดินเหนียวอ่อน (Soft Clay)จะเกิดการ
Settlement (การทรุดตัว)
การสำรวจดินช่วยคำนวณได้ว่า
• อาคารจะทรุดกี่เซนติเมตร
• ทรุดเท่ากันหรือไม่
ถ้าทรุดไม่เท่ากันจะเกิดDifferential Settlement
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของ
• ผนังร้าว
• พื้นเอียง
• โครงสร้างเสียหาย
⸻
5. เพื่อใช้คำนวณออกแบบโครงสร้างฐานราก
ข้อมูลจาก Boring Test จะถูกนำไปใช้คำนวณ
• ขนาดฐานราก
• จำนวนเสาเข็ม
• ระยะห่างเสาเข็ม
• ขนาดเสาเข็ม
เพื่อให้โครงสร้าง
• ปลอดภัย
• ประหยัด
• ไม่ over design
⸻
6. เพื่อดูระดับน้ำใต้ดิน (Groundwater Level)
การเจาะสำรวจจะบอกว่าระดับน้ำใต้ดินลึกเท่าไร
ข้อมูลนี้สำคัญกับ
• งานฐานราก
• งานชั้นใต้ดิน
• งานกันซึม
ถ้าน้ำใต้ดินสูง อาจต้อง
• ทำระบบ dewatering
• เพิ่มระบบกันซึม
⸻
7. เพื่อป้องกันปัญหาโครงสร้างในอนาคต
ถ้าไม่ทำ Boring Test อาจเกิดปัญหา
• อาคารทรุด
• เสาเข็มสั้นเกิน
• ดินรับน้ำหนักไม่พอ
• ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสูง