Thee Folke Wyche 🕸️ The Witch of the folkways 🪾, Wind 🍂and Land 🏔️ , Normal Witch 🪺 จากเมืองเล็กๆ ที่จะมาเล่าและแชร์ประสบการณ์และเรื่องราวต่างๆ ให้กับพี่น้องได้ฟัง

Baba yaga เป็นภาพจำของแม่มดที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมแล้ว ในฐานะของผู้ที่ศึกษา และฝึกฝนศาสตร์ของแม่มดมาเช่นกัน ทำให้กลับมาม...
21/08/2026

Baba yaga เป็นภาพจำของแม่มดที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผมแล้ว ในฐานะของผู้ที่ศึกษา และฝึกฝนศาสตร์ของแม่มดมาเช่นกัน ทำให้กลับมามองย้อน และ reflection ตัวเองว่า การศึกษาของเรา ทำให้เราเหนือกว่าคนอื่น หรือต่ำกว่าคนอื่น ซึ่งมันมีผลอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเชิงโครงสร้าง และจิตวิทยา

ภาพลักษณ์ของ Baba yaga เป็นแม่มดตามคำร่ำลืออย่างแท้จริงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ในประวัติศาสตร์เองจะมีแม่มดหลายคนที่มีเรื่องราวที่แตกต่างกันอย่างมาก แต่ก็แฝงไปด้วยภาพจำเหล่านี้ ทำให้เราอ่าน และศึกษาทำความเข้าใจก็จะรู้ว่า คนนี้คือแม่มด คนนี้เป็นแค่เหยื่อของโครงสร้างสังคมในอดีตเท่านั้น

จากภาพจำต่างๆ อัตลักษณ์ของแม่มดที่คนในปัจจุบันนำมาใช้ไม่ว่าจะเป็น การที่ฉันไม่ยอมสังคม มีจุกยืน และแตกต่าง เหมือนกับแม่มดในอดีตที่ไม่ยอมรับโครงสร้างทางสังคม ไม่ก้มหัวให้ระบบปิตาธิปไตย และอื่นๆ อีกมากมาย แต่อย่าลืมว่า แม่มดไม่ใช่นักเรียกร้องสิทธิ แต่อัตลักษณ์ของพวกเขายังมีความลึกลับ น่ากลัว หลอกหลวง ไม่ไว้วางใจ และอันตราย แบบที่ตำนานของ Baba yaga ได้เล่าขานเอาไว้

ในหนังสือของ Christopher orapello และ Tara -love maguire ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Besom , stang and sword ได้บอกไว้ว่า Witchcraft นั้นประกอบไปด้วย 6 อย่างนั้นคือ history and folklore, magick , divination , herbalism , hedgewithchery และ necromancy โดยเรียกหลักการเหล่านี้ว่า the Six fold path ทำให้ภาพของแม่มดมีความอันตราย น่ากลัว และลึกลับอยู่

ในปัจจุบันมีการนำเอาภาพจำเหล่านี้มาเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ของตัวเองว่า มีความแตกต่างจากความเชื่อหลัก แตกต่าง มีเอกลักษณ์ มีจุดยืนของตัวเอง และพึ่งพาตัวเองได้ แต่ที่น่าเศร้าใจคือ เพื่อให้สายตาของสังคมมองมาด้วยความสบายใจ จึงได้ตัดเรื่องของ ประวัติศาสตร์แม่มดในส่วนที่ดำมืดออก และให้เหตุผลว่าเป็นการถูกใส่ร้ายของชุมชน ตัดเรื่องการติดต่อกับผู้ตายเพราะมองว่าอันตราย และเป็นสายมืดสายดำ ทำให้แม่มดในปัจจุบันโฟกัสแค่สมุนไพร ,การทำนาย และ Healing manifest

และมองผู้คนที่ยังปฏิบัติศาสตร์เหล่านี้ว่า เป็นแม่มดสายมืด สายดำ คุณไสย น่ากลัว ทั้งทีแต่ก่อนเป็นเหมือนเรื่องปกติของแม่มดทุกคนที่สามารถอวยพร และสาปแช่งได้ในเวลาเดียวกัน แม่มดเหล่านี้จึงดูตั้งคำถาม สอบสวน และกดดันจากผู้ที่เรียกตัวเองว่า แม่มด ด้วยกันเอง

ทำให้มันเหมือนกับว่า มีกระบวนการสร้าง “Other” ที่เคยเกิดระหว่างสังคมทั่วไปกับแม่มด กำลังเกิดซ้ำภายในชุมชนแม่มดเอง ใน folklore และประวัติศาสตร์ แม่มดมักถูกวางไว้นอกขอบเขตของสิ่งที่ชุมชนยอมรับ

ชุมชนคนทั่วไปก็จับกลุ่มว่านี้คือพวกเรา แม่มดถูกมองว่าคือคนที่ทำสิ่งที่พวกเราไม่ทำ แต่เมื่อคำว่า witch ถูกนำกลับมาใช้เป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัย และถูกผูกเข้ากับ healing, self-development, manifestation, positive spirituality หรือแนวคิดเรื่องพลังงานมากขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือ มันจำเป็นต้องสร้างขอบเขตใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

ทำให้เกิดภาพของ “พวกแม่มดของแม่มด” อัตลักษณ์ที่แม่มดในปัจจุบันนำมานิยามตัวเองนั้น ได้ถูกตัดออกไปเพื่อให้สามารถเข้ากับสังคมปัจจุบันได้ มัยยังสามารถถูกเรียกว่าอัตลักษณ์นเดิมหรือไม่

เช่นกันกับเรือของธีเซียส (Ship of Theseus) เป็นปริศนาทางความคิดจากกรีกโบราณ ตั้งคำถามว่า หากเรือหนึ่งลำถูกเปลี่ยนชิ้นส่วนไม้ทุกชิ้นทีละชิ้นจนไม่เหลือของเดิม เรือลำนั้นยังคงเป็นเรือลำเดิมหรือไม่

- Seluvise -

อย่างที่ผมเคยแจ้งไปรอบก่อนๆ ว่า เพจของเราได้ถูกลดการเข้าถึง เนื่องจากงานเขียนที่มีเนื้อหาไม่ถูกใจเจ้าของเฟสทำให้การเข้าถ...
20/08/2026

อย่างที่ผมเคยแจ้งไปรอบก่อนๆ ว่า เพจของเราได้ถูกลดการเข้าถึง เนื่องจากงานเขียนที่มีเนื้อหาไม่ถูกใจเจ้าของเฟสทำให้การเข้าถึงเพจของเราลดลงผมจึงจำเป็นต้องลบโพสต์บางโพสต์ไป นั้นรวมถึงเรื่องของของ Bessie Dunlop ด้วยที่เป็นแม่มดที่เกี่ยวกับ Faries ที่สำคัญมากๆ คนหนึ่งของโลกเลยครับ

ดังนั้นผมจึงอยากนำเสนอบุคคลอีกบุคคลหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับโลกของผีป่าแฟรี่อีกคนที่น่าสนใจ เพราะอย่างที่เรารู้ว่า การเรียนรู้ศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกเวทมนตร์ คงหนีไม่พ้นการศึกษาจิตวิญญาณต่างๆ บางคนให้ความสนใจกับปีศาจ บางคนสนใจเทวทูต และก็ยังมีแฟรี่ที่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์เป็นอย่างมากเช่นกัน

แม่มดอีกคนที่ผมอยากนำเสนอก็คือ Andro Man หรือ Andrew Man ใช่คับ เขาเป็นผู้ชาย หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับเขา เพราะผู้คนมักมองไปที่แม่มดที่เป็นผู้หญิง และโยนหรือติดป้ายพวกเขาว่า เพราะผู้หญิงมีความรู้ความสามารถจึงมักถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดสุดท้ายก็โดนจับปิ้ง แต่ในกรณีเป็นหลักฐานยืนยันว่า ผู้คนในสมัยนั้นไม่ได้เกลียดความเป็นหญิง แต่เกลียดและกลัวความเชื่อและตำนานมากเช่นกัน

Andro Man หรือ Andrew Man เป็นชายชาวบริเวณ Aberdeen ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Scotland เมื่อถูกดำเนินคดีในปี 1597 เขาเป็นชายสูงอายุแล้ว นักภาษาศาสตร์และนักคติชนวิทยา Alaric Hall ประเมินจากคำให้การที่ว่าเหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 60 ปีก่อนว่า Andro น่าจะเกิดในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 กล่าวคือเขาเติบโตขึ้นมาก่อน Scottish Reformation ปี 1560 และโลกทัศน์บางส่วนของเขาจึงอาจหยั่งรากอยู่ในวัฒนธรรมศาสนาก่อน Protestant Reformation

ตรงนี้สำคัญมากเพราะมันช่วยอธิบายสิ่งที่ดูขัดกันในคำให้การของเขา เช่น การใช้คำคริสต์ การอ้างอิงอำนาจของนักบุญ และสิ่งเหนือธรรมชาติแบบ fairy และความเข้าใจเรื่องอำนาจที่ยังอยู่อื่นๆว่า ยังภายใต้ของพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อแบบศาสนาเก่า หรือการพยายามสร้างความ เชื่อใหม่ขึ้นว่า ซึ่งเป็นหลักสำคัญของแม่มดอื่นๆ ที่มีความเชื่อแบบ Dual faith ที่เราจะอ้างอำนาจของสิ่งอื่นในงานที่แตกต่างกัน

ใน Survey of Scottish Witchcraft บอกว่ากรณีของ Andro Man สามารถจัดงานของเวทมนตร์เขาไว้หลายหมวดเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น folk healing, white magic, maleficium, unorthodox religious practice และ demonic elements ซึ่งสะท้อนได้อย่างดีว่า แม่มดคนหนึ่งไม่สามารถแยกความดี หรือความขาวสะอาดแบบในยุคปัจจุบันกำลังแยก และความเชื่อของเหล่าแม่มดก็ไม่ได้แยกออกจากกันชัดเจนในชีวิตจริงของคนยุคนั้น

คดีการไต่สวนของ Andro Man เริ่มปรากฏในเอกสารวันที่ 21 ตุลาคม 1597 และเขาถูกพิจารณาที่ Tolbooth เมือง Aberdeen วันที่ 20 มกราคม 1598 ศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานใช้เวทมนตร์คาถา ข้อมูลในฐาน Edinburgh ไม่ได้บันทึกการทรมานโดยตรงในคดีของเขา ซึ่งไม่ได้แปลว่าเราสามารถถือว่าคำสารภาพเกิดขึ้นโดยสมัครใจอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ไม่มี record การ torture ในฐานข้อมูลนี้

แหล่ง primary ที่สำคัญที่สุดคือเอกสารที่ตีพิมพ์ใน Miscellany of the Spalding Club, vol. I ซึ่งมีทั้ง summons, indictment หรือ dittay, verdict และ confession ของ Andro อยู่ประมาณหน้า 117–125

คำให้การส่วนที่น่าทึ่งที่สุดเริ่มขึ้นย้อนกลับไปประมาณ 60 ปีก่อนการพิจารณาคดี Andro กล่าวว่าเมื่อเขายังเป็นเด็ก มีหญิงลึกลับมาที่บ้านของแม่เขา หญิงนั้นคือผู้ที่เขาเรียกว่า Quene of Elphen หรือ Queen of Elf-land (ซึ่งได้เขียนไว้เรียบร้อย ย้อนกลับไปอ่านได้ครับ)

ถ้าเรานำเอกสารมาอ่านจริงๆ จะพบว่า คำของของศาลเรียกองค์ราชินีด้วยว่า “Devill… in the likeness and shape of a woman” สะท้อนภาพลักษณ์ของท่านว่าเป็นเหมือนปีศาจ อาจเพราะในสมัยนั้น อะไรที่แตกต่าง หรือตรงข้ามกับพระเจ้าจะตีว่าเป็นปีศาจไปหมด Queen of Elphen ก็เหมือนกันในกรณีนี้

หลังจากที่ Queen of Elfhame มาหา Andro man เหตุการณ์ยิ่งประหลาดขึ้นอีกเพราะองค์ราชินีกำลังคลอดลูก เอ้า งงมาก ไม่คลอดที่บ้านตัวเองล่ะแม่

Andro ซึ่งตอนนั้นยังเป็นเด็กนำ ซึ่งน่าจะไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ได้แต่นำน้ำเข้าไปให้องค์ราชินีที่กำลังคลอด จากนั้น Queen ให้คำมั่นกับเขาว่า เขาจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายในโลก รวมถึงเวทมนตร์ที่สามารถช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยได้ อีกทั้งสามารถรักษาโรคหลายชนิด

นักวิชาการด้านคติชนอย่าง Alaric Hall อ้างข้อความใน บทการไต่สวนว่าองค์ราชินีสัญญาว่าเด็ก Andro จะ “know all things” และ “help and cure all sorts of sickness” (แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นของโรคบางประเภท) หลังจากช่วยเหลือองค์ราชินีแล้ว นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมมองว่าสำคัญที่สุด และแตกต่างอย่างมากๆ ในชีวประวัติของ Andro ในฐานะแม่มด หรือ ผู้รักษาพื้นฐาน เพราะมันไม่ใช่รูปแบบมาตรฐานของการทำสัญญาแบบทั่วไปที่เราคุ้นเคยหรือเคยได้ยินมาเลย เพราะ Andro ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการประกาศละทิ้งพระเจ้า หรือการลงนามในหนังสือของท่านมารและไม่ได้เริ่มด้วยการเข้าร่วม sabbath เลย แต่เป็นการช่วยเหลือจิตวิญญาณนั้นๆ ยามทุกข์ยาก จึงเป็นการตอบแทน ( เรื่องแอบเหมือนตำนานเซียนที่เทพมาพิสูจน์เหมือนกันแฮะ)

Andro กล่าวว่าถึงองค์ราชินีหลายครั้งในขณะการถูกสอบสวนโดยให้ลักษณะขององค์ราชินีว่า มีความงดงาม และสามารถปรากฏเป็นสาวหรือแก่ได้ตามต้องการ และยังมีอำนาจเลือกหรือสร้างกษัตริย์ และมีอำนาจเกี่ยวข้องกับงานcraftต่างๆ และข้อความตรงนี้สำคัญมากคือ “the Queen of Elphin has a grip of all the craft” ทำให้เรารู้ว่า ท่านไม่ได้มีความสามารถด้านเวทมนตร์เพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ต่างๆ อาจสื่อถึง Witchcraft อื่นๆ ด้วย

และ Andro ยังจากที่รู้จักกับองค์ราชินี เขาก็ใช้ความรู้และเวทมนตร์ของเหล่าภูตมาช่วยรักษาผู้คนในหมู่บ้าน และบริเวณใกล้เคียง และเขากับองค์ราชินียังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งมากขึ้นจนพวกเขามีลูกด้วยกัน

อีกทั้ง Andro ยังกล่าวถึงอีกบุคคลหนึ่งที่มาปรากฏให้เขาเห็นอีกก็คือ Christsonday ผู้สอบสวนเรียกตนนี้ว่า Devil ปีศาจเหมือนองค์ราชินี แต่ Andro ดูเหมือนไม่ได้เข้าใจเขาแบบเดียวกัน เอกสารระบุว่า Andro เชื่อ Christsonday เป็น “an angel and God’s godson” ซึ่งเป็นตัวตนที่ไม่ใช่ทูตสวรรค์ และต่อต้านพระเจ้า แต่ก็อยู่ใต้อำนาจพระเจ้าอีกที ซึ่งไม่เหมือนกับศาสนาเก่าอย่าง Pagan ที่มีระบบเทววิทยาเป็นของตัวเอง

โดย Andro บอกว่าในวัน Ruidday in harvest — Holy Rood Day ปี 1597 Andro เล่าว่าเห็น Christsonday “cum owt of the snaw in liknes of a staig” ออกมาจากหิมะในรูปลักษณ์ของกวางตัวผู้มีเขา ขณะเดียวกัน Queen of Elphen และบริษัทของนางขี่ม้าสีขาวมาด้วย

จากนั้นพวกเขาก็ดื่มเหล้า และเต้นรำเฉลิมฉลอง ใน Survey of Scottish Witchcraft ระบุว่า Andro กล่าวถึงการพบ Thomas the Rhymer ในงานฉลองของเหล่าแฟรี่ด้วย

Thomas of Erceldoune หรือ Thomas the Rhymer คือบุคคลกึ่งประวัติศาสตร์กึ่งตำนานแห่ง Scottish Borders ซึ่ง folklore เชื่อมโยงเขากับ Fairy Queen และการเข้าไปยัง Fairyland เช่นเดียวกัน และยิ่งน่าประหลาดกว่านั้น Andro กล่าวถึงการพบวิญญาณของ James IV of Scotland ซึ่ง James IV เสียชีวิตที่ Battle of Flodden ในปี 1513 ทำให้เรื่องราวของเหล่าแฟรี่มีมิติมากขึ้นเพราะได้มีการกล่าวถึงบุคคลที่เป็นตำนานคนอื่น และบุคคลในประวัติศาสตร์ ทำให้ความเชื่อของแฟรี่เปรียบเหมือนตำนานพื้นบ้านที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเชื่อท้องถิ่นและความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่นั้นๆ

สิ่งที่สำคัญในบทความนี้คือ Andro Man นำความสัมพันธ์กับโลกอื่น หรือ จิตวิญญาณอื่นๆ มาช่วยในงานคราฟ หรือเวทมนตร์ของตนอย่างไร ซึ่งสำคัญมาก เพราะแม่มด หรือผู้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ติดต่อ หรือมีความสัมพันธ์กับจิตวิญญาณอื่นๆ เพราะอยากมี อยากพูดคุย หรือรู้จักเฉยๆ แต่พวกเขาเหล่านั้นนำความรู้นั้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากกว่าด้านกายภาพ หรืออาจนำมาช่วยเหลือชุมชนแบบ Andro Man

จากการสอบสวนพบว่างาน craft ของ Andro ดูเหมือนมีสองระดับ อย่าง Practical craft ไม่ว่าจะเป็น healing
cattle cure, crop protection, transference
charms, agricultural magic และ Otherworld-derived knowledge ได้แก่ prophecy, fairy knowledge, spirit encounters และอุปกรณ์ที่ Andro Man ใช้มักจะเป็นด้าย เกลือ แมว หิน น้ำ นก ซึ่งก็แตกต่างจากสาย Modern Witchcraft ที่มักมี Crystal , tarot , Athem , wand

งานเวทมนตร์ Witchcraft ที่โดดเด่นของ Andro man ก็มีหลากหลายมากครับ ทั้งหมดนี้มาจากเอกสารคดี Andro ซึ่งต้นฉบับของ summons, dittay, verdict และ confession ถูกตีพิมพ์ใน Miscellany of the Spalding Club เล่ม 1 หน้า 117–125 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการใช้ด้ายพันเก้าครั้งกับแมว

นี่น่าจะเป็น craft ที่เห็นโครงสร้างเวทมนตร์ของ Andro ชัดที่สุด เขาให้คนป่วยผ่าน piece of yarn เก้าครั้ง แล้วนำแมวผ่านด้ายเดียวกัน เพื่อให้โรคร้ายย้ายไปยังแมว โดยตำแหน่งด้านและแมวตรงข้ามกัน

Andro ยังถูกบันทึกว่าเอา stones ไปวางตามสี่มุมของ ward หรือพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อป้องกันพืชพันธุ์และปศุสัตว์ ซึ่งหินนั้นเป็นหินธรรมดาไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร

Survey Scottish of Witchcraft บันทึกโดยตรงว่าเขารักษาคนและสัตว์รวมถึงโรคที่เรียกว่า lungsocht ใน cattle และมีพิธีกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เลือดนกในการรักษาสัตว์อีกด้วย

ถึงแม้จะไม่ได้มีบันทึกว่า Andro Man รับความรู้และอำนาจจาก Queen of Elfhame อย่างไร แต่คำให้ของเขาบอกถึงความสัมพันธ์พิเศษกับเหล่าแฟรี่ และเขายืนยันว่าเหล่าแฟรี่ช่วยเหลือเขาในเรื่องเวทมนตร์ต่างๆ

Andro มีชื่อเสียงว่าเป็น healer และ cunning man ในชุมชน แต่ช่วงปี 1596–1597 บริเวณ Aberdeen อยู่ท่ามกลางการล่าแม่มดครั้งใหญ่ เจ้าหน้าที่และศาสนจักรมองเวทมนตร์ที่อยู่นอกกรอบศาสนาที่รับรองว่าอาจมาจาก Devil ได้ แม้ว่าผู้ใช้จะอ้างว่ารักษาคนก็ตาม Aberdeen City Council อธิบายตรง ๆ ว่าในเวลานั้นหัวใจหลักของข้อหา witchcraft ถูกมองว่าอยู่ที่การทำ pact หรือความสัมพันธ์กับปีศาจมากกว่าการดูเพียงว่าผลงานของบุคคลนั้นดีหรือร้าย

ตรงนี้ทำให้ Andro อยู่ในตำแหน่งอันตรายมาก เพราะคำให้การของเขามีทั้ง Queen of Elphen, Christsonday, งานเลี้ยงงานฉลองของแฟรี่, การรักษา และความรู้ลับ ขณะที่ผู้สอบสวนตีความสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้ในกรอบ demonology ว่าเป็นปีศาจหรือการหลอกลวงของ Satan ในฐานข้อมูล Survey of Scottish Witchcraft จัดคดีเขาไว้พร้อมกันทั้ง folk healing, white magic, maleficium, demonic และ unorthodox religious practice ซึ่งแสดงว่าการเป็น healer หรือผู้รักษาของชุมชนไม่ได้หักล้างข้อหาแม่มดเลย

อีกทั้งเขายอมรับว่าพลังการรักษามาจากสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะ Queen of Elfhame ซึ่งในสายตาของศาลไม่ใช่แฟรี่แสนดีแบบที่เรารู้จัก แต่สามารถถูกตีความเป็นปีศาจได้

และประเด็นของ Christsonday ยิ่งอันตรายกว่าเพราะ Andro บอกว่าเป็นตัวตนที่มีอำนาจภายใต้และปรากฏเป็นเป็นรูปตัวตนมีเขาในบางครั้ง แต่ผู้สอบสวนตีความรูปลักษณ์นี้ว่าเป็นซาตานที่ปลอมตัว และคำให้การเรื่องงานเลี้ยงของเหล่าแฟรี่สามารถถูกอ่านด้วยกรอบ witches’ Sabbath ได้ทันที แม้ต้นทางทางคติชนอาจใกล้กับ fairy revel มากกว่าในปัจจุบัน

Andro ยังถูกพิจารณาในช่วงที่มี witch panic รอบ Aberdeen โดยในปี 1596–1597 มีการตั้งข้อหาจำนวนมากต่อคนในเมืองและพื้นที่รอบ ๆ และการสอบสวนแพร่เป็นเครือข่ายจากผู้ถูกกล่าวหาคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือฐานข้อมูลของ Edinburgh ระบุว่า ก่อนคดีของตัวเอง Andro ดูเหมือนจะเคย เผชิญหน้ากับ Jonet Leisk และระบุว่านางเป็น witch ด้วย นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้เป็นเพียง healer ผู้รักษาเยียวยาที่อยู่โดดเดี่ยวแล้ว แต่มันทำให้เขาเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของการกล่าวหาและการสอบสวนที่กำลังขยายตัวอยู่แล้ว

และนี่คือโศกนาฏกรรมของ cunning folk หลายคนในยุคล่าแม่มด เรื่องน่าเศร้าก็คือสิ่งเดียวกันที่ทำให้ชุมชนมาหาพวกเขาความสามารถรักษาโรค ทำนาย ปกป้องไร่นา และจัดการสิ่งเหนือธรรมชาติ ก็เป็นสิ่งเดียวกันที่ทำให้รัฐและศาสนจักรมองว่าพวกเขาอันตรายเช่นเดียวกัน และจุดจบของเขาก็คือการโดนปิ้งเหมือนแม่มด และ Cunning folk คนอื่นๆ

Andro Man จึงไม่ได้เป็นเพียงชายผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของโลกเวทมนตร์พื้นบ้านสกอตแลนด์ที่การรักษา คาถาคริสต์ ภูต คนตาย และ Queen of Elfhame ยังสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ในโลกทัศน์เดียวกัน สิ่งที่เคยทำให้เขาเป็นผู้รักษาและผู้มีความรู้ในชุมชน กลับกลายเป็นหลักฐานแห่งความผิดเมื่อถูกตีความผ่านกรอบปีศาจวิทยาของยุคล่าแม่มด เขาถูกตัดสินว่ามีความผิด ก่อนที่ผู้มีอำนาจจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Witchcraft คนอย่าง Andro Man เองเข้าใจศาสตร์และโลกเหนือธรรมชาติของตนว่าอย่างไรกันแน่

No one : นี้กูผิดหรือ - Andro Man

- Seluvise -

เมื่อเรามาศึกษาประวัติศาสตร์แม่มดแล้ว ก็ย่อมแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่เชื่อว่า แม่มดมีจริง แบบที่ตำนานได้กล่าวอ้างนั้น...
17/08/2026

เมื่อเรามาศึกษาประวัติศาสตร์แม่มดแล้ว ก็ย่อมแตกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่เชื่อว่า แม่มดมีจริง แบบที่ตำนานได้กล่าวอ้างนั้น กับฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าแม่มดมีจริง แต่เชื่อว่าคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั้นคือผู้มีความรู้ด้านสมุนไพร และการรักษาพื้นบ้านมากกว่า

ส่วนตัวมองว่า มันไม่มีถูกไม่มีผิด เพียงแต่เรามองคนละมุมมากกว่า เพราะตามการบันทึกนั้นมีทั้งผู้ที่ถูกกล่าวหา และใส่ร้ายจริง และเป็นส่วนมากด้วย แต่เราอย่าลืมว่า มีผู้ที่ยอมรับว่าตนเป็นแม่มดด้วยตัวเองด้วย ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะรู้ว่าการพูดออกไปจะมีจุดจบอย่างไร แต่พวกเขากลับเลือกการยืนยันความเชื่อของตน ไม่ต่างจากเหล่ามรณสักขีเลย

แล้วเราก็กลับมาสู่จุดที่มีการถกเถียงกันมากที่สุด นั้นคือ แม่มดคืออะไร คำถามมันคล้ายกับ เวทมนตร์คืออะไรมากครับ แปลว่า แต่ละคนมีมุมมอง ความเชื่อต่อเรื่องนี้แตกต่างกันนั้นเอง ดังนั้นจึงไม่มีถูกไม่มีผิด แต่ผมจะขอยืนยันความเชื่อของตนเอง เหมือนกับแม่มดในประวัติศาสตร์ยืนยันแบบเดียวกัน

แม่มด (ในความหมายของยุโรป และความหมายเชิงประวัติศาสตร์และคติชนวิทยายุโรป โดยเฉพาะแถบ British isles) ไม่ใช่ภาพแม่มดที่คนยุคใหม่สร้างแล้วย้อนกลับไปหาอดีต ประเด็นสำคัญที่สุดคือ แม่มดในอดีตไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณแบบที่ Witch เป็นในปัจจุบันเสมอไป นั้นคือข้อแตกต่างและจุดยืนส่วนตัวของผมมาตลอด

แม่มดเป็นบุคคลที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างเวทมนตร์พื้นบ้าน ความเจ็บป่วย ความสัมพันธ์กับวิญญาณ ศาสนา ความขัดแย้งในชุมชน และความหวาดกลัวต่อสิ่งที่อธิบายไม่ได้

อย่างแรกแม่มดในอดีตอาจไม่ได้เรียกตัวเองว่าแม่มดเฉยๆ แต่มักมาด้วยคำอธิบายต่างๆ ที่บ่งบอกการทำงานของแม่มดที่ตรงกับคำให้การของแม่มดคนอื่นๆอย่างน่าแปลกใจ ทำให้รูปแบบความถี่และหลักฐานของการมีอยู่แม่มดเด่นชัดมากขึ้น ปัจจุบันจึงได้นำหลักเหล่านี้กลายมาเป็นประเพณีการปฏิบัติต่อกัน จนเป็น Traditional Witchcraft นี่เป็นจุดที่ต่างจากปัจจุบันมาก ทุกวันนี้คนสามารถพูดได้ว่า “I am a witch” ซึ่งมักสื่อถึงอัตลักษณ์ แนวทางจิตวิญญาณ มากกว่าผู้ปฏิบัติ Witchcraft ตามตำนานหรือเรื่องเล่า

ในอังกฤษและยุโรปยุคต้นสมัยใหม่ คำว่า witch มักมีความหมายเชิงกล่าวหา โดยเฉพาะผู้ที่ถูกเชื่อว่าใช้เวทมนตร์ก่ออันตราย (maleficium) เช่น ทำให้คนป่วย สัตว์ตาย น้ำนมวัวแห้ง พืชผลเสีย หรือทำให้เกิดเคราะห์ร้าย และอื่นๆ คนที่ทำสิ่งที่นี้ในปัจจุบันเราอาจพบว่า “witchcraft” อาจถูกเรียกว่า cunning man, cunning woman, wise woman, healer, charmer ฯลฯ แทนแล้ว

เวทมนตร์ในอดีตผูกกับปัญหาในชีวิตจริงมากกว่า self-development ดังนั้นหากเรานำหนังสือเวทมนตร์พื้นบ้านมากางออก เราจะเห็นว่าเวทมนตร์ส่วนใหญ่หรือแนวคิดของเวทมนตร์ในสายพื้นบ้าน มักจะเน้นการแก้ปัญหาที่เกิดขค้นจริงในชีวิตประจำวัน มากกว่าการพัฒนาจิตวิญญาณโดยตรง ถามว่าแล้วมันเป็นปัญหาไหม ก็ไม่ แต่จะชี้ให้เห็นว่า เวทมนตร์ต้องอยู่กับสิ่งรอบตัวด้วย ไม่ใช่แค่กับตัวเราเพียงเท่านั้น และเราสามารถพัฒนาจิตวิญญาณควบคู่ไปกับการใช้เวทมนตร์เพื่อแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันได้ นำเวทมนตร์มาเป็นวิถีชีวิต

อีกทั้งแม่มดสมัยใหม่มักติดกับความเชื่อแบบผิดๆ มา โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะหนีออกมาจากศาสนาหลัก หรือศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือ หันมาศึกษาศาสตร์เวทมนตร์แม่มดเพื่อจะแตกต่าง หรือหนี religious trauma แต่แม่มดในอดีตไม่ได้แยกศาสนากับเวทมนตร์ชัดแบบที่เรามักคิด นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมากสำหรับ Folk Witchcraft คนสมัยใหม่บางครั้งจินตนาการว่า Christianity ต้องตรงข้ามกับ Witchcraft แบบ 100% เป็นขั้วตรงข้ามกัน แต่โลกของ folk magic จริงๆ มันพันกันยุ่งกว่านั้นมาก ผู้ทำเวทมนตร์พื้นบ้านอาจใช้องค์ประกอบในพิธีกรรมพร้อมกันทั้ง พระบิดา พระเยซู พระแม่มารี นักบุญ สวดบทสดุดี และทำมหากางเขน ร่วมกับการสมุนไพรที่มีพื้นบ้านความเชื่อจากตำนานเรื่องเล่า charm ทำเครื่องราง และการทำนาย โดยไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างระบบเทววิทยาใหม่ขึ้นมาอธิบายทุกอย่างและไม่มีความจำเป็นจะต้องแยกสองระบบนี้ออกจากกัน จึงเป็นเหตุผลที่แนวคิดอย่าง folk Christianity / folk Catholicism สำคัญมากในการศึกษาประวัติศาสตร์เวทมนตร์

ความต่างที่ผมคิดว่าสำคัญมากในการทำความเข้าใจ Traditional/Folk Witchcraft คือภาษาของโลกเหนือธรรมชาติ ใน Witchcraft สมัยใหม่ เราพบบ่อยมากว่า cleanse negative energy, set your intention, raise your vibration, charge the crystal, manifest your desire บลาๆ

แต่เอกสารและคติชนในอดีตจะกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้ออกมาในอีกรูปหนึ่ง ซึ่งส่งผลอย่างมากกับการปฏิบัติ คำกล่าวที่บอกว่า พลังงานไม่ดี แล้วเราไปจัดการกับพลังงานนั้นๆ ไม่ว่าจะเอากำยานมาไล่ พรมน้ำ ใช้คลื่นความถี่เพื่อไล่พลังงานไม่ดี แต่ในความเชื่อของสายเก่าและสายพื้นบ้านกลับมองว่า ต้นเหตุของพลังงานไม่ดี/ดี ที่ว่านั้นมีความตน ไม่ว่าจะเป็น fairy, familiar spirit, ghost, Devil, demon, saint, angel, dead person, household spirit, land spirit เป็นต้น

นี่ทำให้เวทมนตร์แบบเก่ามีลักษณะ relational มากกว่า purely energetic ทำให้แม่มดในสายเก่า/พื้นบ้านต้องต่อรองกับตัวตนนั้น เพื่อขอความช่วยเหลือ ป้องกัน หลอก ขับไล่ หรือสร้างความสัมพันธ์กับ บุคคลที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่เพียงแค่เอากำยานมาวนๆ หรือเอาน้ำมาพรมๆ และเปิดคลื่นความถี่ในอากาศเฉยๆ จึงค่อนข้างแตกต่างกันมากเสียจนจะเป็นคนละความเชื่อกันเลย

กับเรื่องของ Familiar spirit ในอดีตก็ไม่ได้เหมือนสัตว์ประจำตัวแม่มดแบบในปัจจุบัน ตัวอย่างที่ดีมากคือคำสารภาพและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับ familiar spirits ในคดีแม่มดอังกฤษ ซึ่งร้อยทั้งร้อย familiar ไม่ได้หมายถึงเพียง “ฉันชอบอีกา ดังนั้นอีกาคือ familiar ของฉัน“ แต่ในเรื่องเล่ายุคต้นสมัยใหม่ familiar สามารถเป็นสิ่งมีตัวตนเหนือธรรมชาติที่ปรากฏเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ สุนัข แมว กระต่าย คางคก หรือรูปลักษณ์อื่นๆ และอาจมีชื่อมีความต้องการ พูดคุย ทำข้อตกลง หรือรับคำสั่งได้

และนี่คือเหตุผลที่ Folk Witchcraft กับ Modern Witchcraft ไม่ใช่คำเดียวกัน แต่ในส่วน Traditional Witchcraft ชื่อเหมือนเก่า แต่ใหม่นะ โดยพยายามอ้างอิง folklore และ historical witchcraft จะอยู่ตรงกลางที่ซับซ้อนกว่า เพราะมันเป็น modern practice ที่จงใจหันกลับไปสนใจกับอดีต และแนวทางปฏิบัติมา ดังนั้น Traditional Witchcraft ก็ไม่ควรถูกเรียกว่า witchcraft แบบเดียวกับคนศตวรรษที่ 17 โดยอัตโนมัติแบบ 100% แต่ก็มีความใกล้เคียงที่สุดแล้ว

ดังนั้น witchcraft จึงไม่จำเป็นต้องเป็นงานอดิเรกทางจิตวิญญาณที่บุคคลเลือกเพิ่มเข้ามาในชีวิต

มันเกิดขึ้นภายในโลกที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเชื่อว่า คำพูดบางคำอาจมีอำนาจ วัตถุบางอย่างสามารถนำมาใช้ปกป้อง ป้องกันอันตรายได้ และเรายังสามารถติดต่อคนตายหรือวิญญาณเพื่อช่วยหรือทำร้ายได้ และความโชคร้ายต่างๆ ก็มีเจตจำนงแฝงอยู่เบื้องหลัง

เราก็ต้องมาพูดในอีกมุมมองเพื่อความเป็นกลาง (ซึ่งก็ไม่กลางหรอกครับ 5555) ในมุมของคนทั่วไปที่ไม่ได้สนใจอยากปฏิบัติหรือฝึกฝน Witchcraft ล่ะจะมองการศึกษาประวัติศาสตร์ว่าอย่างไรบ้าง

งาน Staging Witchcraft Before the Law ของ Julie Stone Peters เสนอกรอบคิดที่น่าสนใจมากสำหรับประวัติศาสตร์การล่าแม่มด ศาลยุคต้นสมัยใหม่ไม่ได้รับข้อกล่าวหาเรื่องเวทมนตร์อย่างง่าย ๆ เสมอไป เพราะผู้พิพากษาต้องเผชิญปัญหาพื้นฐานว่า จะพิสูจน์อาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยนิยาม และมักเกิดอย่างลับๆ ได้อย่างไร

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการพยายามทำให้ witchcraft กลายเป็นสิ่งที่ประจักษ์แก่ประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นเรื่องทางจิต หรือไสยศาสตร์ ผ่านการจัดสถานการณ์ การทดสอบ การเผชิญหน้าระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้ถูกทำร้าย การสังเกตอาการ possession หรือเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็น manifestation ของเวทมนตร์

Peters วิเคราะห์กรณี Françoise Fontaine ในปี 1591 และ John Samuel แห่ง Warboys ในปี 1593 เพื่อแสดงว่าการแสดงหลักฐานเหล่านี้บางครั้งเริ่มดำเนินไปตามตรรกะของตัวเอง จนเส้นแบ่งระหว่าง การค้นหาหลักฐาน กับ การผลิตสิ่งที่นับว่าเป็นหลักฐาน เริ่มพร่าเลือน จนทำให้เกิดข้อผิดพลาดคนตุยหลายแสนคนอย่างที่เรารู้

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากหากเราศึกษาคำสารภาพของ Isobel Gowdie, Margaret Johnson หรือคดีแม่มดอังกฤษอื่น ๆ เพราะมันเตือนเราว่าไม่ควรอ่าน transcript แบบตรงตัวเกินไปว่า สิ่งนี่คือสิ่งที่แม่มดในอดีตทำจริงๆ 100% นะ แต่ควรถามสามชั้นพร้อมกันว่า 1. ผู้ถูกกล่าวหาเชื่ออะไร 2. เจ้าหน้าที่ต้องการได้ยินอะไร และ 3. ภาษาทางกฎหมาย/ศาสนาบังคับให้ประสบการณ์ถูกเล่าออกมาในรูปใด

ในมุมมานุษยวิทยา นี่ใกล้กับแนวคิดเรื่อง social construction of evidence มาก สังคมไม่ได้เพียงพบข้อเท็จจริงแต่มีระบบกำหนดว่าอะไรสามารถนับเป็นข้อเท็จจริงได้ด้วย ดังนั้นพวก devil’s mark, familiar spirit, spectral evidence หรือการชักเมื่อพบผู้ต้องหา จึงมีความหมายทางกฎหมายได้เพราะอยู่ในโลกที่มีกรอบ demonology รองรับมันอยู่แล้ว

และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการศึกษาประวัติศาสตร์ witchcraft แบบไม่ romanticize จึงสำคัญมาก ดังคำที่ว่า witchcraft of the archive ไม่เท่ากับ practice ของ practitioner แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่มันเป็นผลรวมของตำนานพื้นบ้าน เทววิทยา และกฏหมาย

ประเด็นต่อยอดที่น่าสนใจคือ เราสามารถเรียก witch trial confession ว่า lore ได้ แต่ควรเรียกว่า mediated lore คือ folklore ที่ผ่านเครื่องมือของรัฐและศาลมาแล้ว ไม่ใช่ ethnographic transcription บริสุทธิ์แบบที่เหล่าแม่มดในปัจจุบันทำ เอ้า ตัวเองฉันเองก็เป็นแม่มด ทำไมพูดแบบนี้ 5555 แต่การที่ผมอ้างแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเชื่อใน Folk / traditional witchcraft ถูกลดคุ้นค่าไปหรอกนะครับ แต่กลับทำให้ความเชื่อที่ผ่านการวิเคราะห์ การค้นคว้า และการสืบทอด ปฏิบัติยิ่งมีคุ้นค่าทางประวัติศาสตร์และประเพณีเพิ่มมากขึ้นว่าเราไม่ได้มโนขึ้นมา

แหล่งหลัก Cambridge University Press, Julie Stone Peters, Staging Witchcraft Before the Law

- Seluvise -

เมื่อย้อนกลับมาดูผู้คนที่อ้างตัวเองว่าเป็นแม่มดที่ไม่ได้แม้แต่ทำ Witchcraft แล้วก็อดสงสารแม่มดในอดีตที่ยอมพลีกายเกือบให้...
16/08/2026

เมื่อย้อนกลับมาดูผู้คนที่อ้างตัวเองว่าเป็นแม่มดที่ไม่ได้แม้แต่ทำ Witchcraft แล้วก็อดสงสารแม่มดในอดีตที่ยอมพลีกายเกือบให้ศาสตร์และความรู้ตกทอดมาถึงทุกวันนี้

ผู้คนในอดีตเคยหวาดกลัวแม่มดจริงๆ ในแบบที่คนสมัยนี้แทบจะจินตนาการไม่ออกด้วยซ้ำว่า ทำไม แค่ผู้หญิงคนหนึ่งจึงน่ากลัวเพียงนี้ หรืออาจมีความคิดว่า ทำไมคาถา เวทมนตร์ อาคมแม่มดต่างๆ ถึงเชื่อไปได้ แต่คนในอดีตเขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ ถึงขั้นสร้างคำใหม่ที่เกิดจากความหวาดกลัวต่อแม่มดถึงมากอย่าง Bewitch

เรามาแกะคำๆ นี้เพื่อดูว่า ผู้คนในสมัยก่อนคิดเห็นอย่างไรกับความเชื่อแม่มด และความเชื่อแม่มดในอดีตที่ตกทอดมาใน Folk / traditional witchcraft นั้นแตกต่างกับ Modern Witchcraft มากน้อยแค่ไหน

คำว่า Bewitch / bewitching / bewitched น่าสนใจมาก เพราะถ้าอ่านเอกสาร witchcraft เก่า ๆ แล้วแปลว่าร่ายมนตร์อย่างเดียว เราจะพลาดความหมายทางคติชนวิทยาไปมาก ในบริบทประวัติศาสตร์แม่มดยุโรป to bewitch หมายถึงประมาณว่าทำให้บุคคล สัตว์ หรือสิ่งหนึ่งตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ witchcraft โดยเฉพาะเมื่ออิทธิพลนั้นก่อความผิดปกติ เจ็บป่วย หรือเคราะห์ร้าย หรือพูดง่ายๆ คือ คำสาป (curse) จะเน้น ความมุ่งร้าย ส่วน bewitch จะเน้นสภาวะที่เป้าหมายถูกเวทมนตร์ครอบงำหรือถูกแทรกแซงบางอย่างไป และในภาษาอังกฤษปัจจุบัน bewitching ยังหมายถึง มีเสน่ห์อย่างน่าหลงใหลได้อีกด้วย เช่น a bewitching woman เพราะรากความคิดเดียวกันคือ การทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ใต้อิทธิพลจนไม่เป็นตัวของตัวเอง จะเห็นว่าผู้คนในอดีตมีทัศนคติต่อแม่มด หรือ อาคมแม่มด Witchcraft ไปในทางที่แย่พอสมควร โดยมองว่า แม่มดนั้นครอบงำความคิด และความรู้สึกของผู้คนได้

ยกตัวอย่างจากอังกฤษโดยตรง อย่าง Witches of Warboys ปี 1589–1593 ครอบครัว Throckmorton มีเด็กหญิงคนหนึ่งคือ Jane ซึ่งเริ่มมีอาการผิดปกติ จากนั้นเด็กคนอื่น ๆ ก็เริ่มมีอาการคล้ายกัน และความสงสัยไปตกอยู่กับหญิงชราชื่อ Alice Samuel จากนั้น Alice ก็ถูกไต่สวน จนสุดท้าย Alice Samuel สามีของเธอ และลูกสาวท้ายที่สุดถูกประหารชีวิต และผู้คนก็บอกว่า อาการของเด็กๆ ในครอบครัว Throckmorton ถูก bewitched หรือต้องมนต์ ในอดีตอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุไม่ว่า ชัก กรีดร้อง เป็นลม
แขนขาเกร็ง พูดไม่ได้ เห็นภาพหลอน และรู้สึกถูกกัดหรือทิ่มแทง มักถูกมองว่าเกิดจากอำนาจของแม่มด มนต์ดำ อาคมสกปรก ( Bewitch ) ทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า ผู้คนในอดีต หวาดกลัว รังเกียจแม่มดมากขนาดไหน

ความหวาดระแวง และความหวาดกลัวของแม่มดนั้นมากซะจนว่า เกิดอาชีพ ที่เข้ามามีบทบาทต่อความเชื่อนี้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นนักล่าแม่มด นักบวชที่ศึกษาเกี่ยวกับ Witchcraft เป็นหลัก เหล่าหมอธรรม Cunning folk ที่คอยถอดคำสาปแม่มด

ทำให้นักประวัติศาสตรหลายยคนที่สนใจเรื่องของแม่มด หรือนักมานุษยวิทยา นักคติชนต่างตั้งคำถาม ที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า “คนในอดีตรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองถูกเวทมนตร์ครอบงำอยู่?”

เราได้ศึกษา bewitchment diagnosis, witch bottles, counter-magic, cunning folk, scratching the witch, boiling urine, heart charms, anti-witch marks, evil eye, magical healing และการทับซ้อนระหว่าง medicine / religion / magic มามากมายแล้ว

และมันก็นำไปสู่คำถามที่ลึกกว่านั้นอีกว่า “ถ้าไม่มีผู้ถูกอาคม (bewitched) แล้วแม่มดในฐานะภัยคุกคามจะยังมีตัวตนทางสังคมหรือไม่?”

ผมคิดว่านี่เป็นประตูที่น่าสนใจมากสำหรับการศึกษาศาสตร์แม่มดจริงๆ เพราะมันเปลี่ยนเราจากการศึกษา Witch ไปสู่การศึกษาระบบทั้งหมดของ Witchcraft belief ไม่ว่าจะเป็นแม่มดเอง เหยื่อ ผู้รักษา ครอบครัว ชุมชน ศาสนจักร และร่างกายมนุษย์ล้วนช่วยกันสร้างความหมายว่าเวทมนตร์กำลังเกิดขึ้นอย่างไร

- Seluvise -

หากการศึกษาแม่มด หรืออาคมแม่มด Witchcraft  ใดๆ ก็ตามแต่ แต่เรากลับไม่พูดถึงบิดาของแม่มด ก็คงเหมือนไปไม่ถึงแก่นแท้ หรือคว...
16/08/2026

หากการศึกษาแม่มด หรืออาคมแม่มด Witchcraft ใดๆ ก็ตามแต่ แต่เรากลับไม่พูดถึงบิดาของแม่มด ก็คงเหมือนไปไม่ถึงแก่นแท้ หรือความเป็นแม่มดแน่ๆครับ บิดาแม่มด หรือ Master of Sabbath เป็นเหมือนแก่นและสิ่งหนึ่งของแม่มดที่ผู้ที่ศึกษา และฝึกในแม่มดทุกคนควรที่จะรู้ไว้ และหากกล่าวถึงแม่มดคนไหนที่มีความโดดเด่น ก็คงเป็น Margaret Johnson ซึ่งเป็นกรณีที่น่าสนใจมากในประวัติศาสตร์ witchcraft อังกฤษ และไม่ได้มีคำให้การของท่านเท่านั้น เพราะถ้า Isobel Gowdie เด่นในเรื่องการเดินทาง (spirit flight ) การแปลงร่าง ( shapeshifter) และโลกของ fairies และ Agnes Waterhouse เด่นเรื่อง familiar

ความสัมพันธ์ในครอบครัว Margaret Johnson กลับเด่นตรงที่คำสารภาพของเธอรวมองค์ประกอบแทบครบทั้ง ความยากจน ความโกรธ การทำสัญญากับ spirit หรือการเรียก spirit ว่า พระเจ้าของตน , familiar ในรูปสัตว์ และการให้นมแก่ spirit รวมถึงการประชุมแม่มด การแก้แค้น และความคลุมเครือระหว่างประสบการณ์ทางจิตใจ ความเชื่อพื้นบ้าน และภาษาของนักสอบสวน ซึ่งรายละเอียดก็มากพอๆ กับแม่มดคนอื่นที่ผมได้กล่าวถึงพวกท่านแต่ก่อนมาก

และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ เราไม่ควรอ่านเรื่องของท่านว่าเป็นบันทึกพิธีกรรมของแม่มดจริง ๆ แบบตรงไปตรงมา เพราะเอกสารที่เหลืออยู่เป็น คำให้การที่ถูกผลิตขึ้นภายใต้กระบวนการสอบสวนทางกฎหมายในปี 1634 ซึ่งเต็มไปด้วยภาษาปีศาจวิทยาของคริสต์ศาสนาและแบบแผนของเรื่องแม่มดร่วมสมัย แต่ในขณะเดียวกัน รายละเอียดหลายส่วนก็สามารถสะท้อนโลกทัศน์พื้นบ้าน ( folk belief) ของคนธรรมดาได้จริง จึงเป็นกรณีศึกษาที่ดีมากสำหรับ folk witchcraft ที่ดีอย่างหนึ่งครับ

ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า แม่มดท่านนี้เป็นใคร Margaret Johnson เป็นหญิงม่ายจากบริเวณ Marsden ใน Lancashire ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ ชีวิตส่วนตัวของท่านแทบไม่มีข้อมูลเหลืออยู่ ต่างจากบุคคลมีฐานะในยุคเดียวกัน สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับท่านส่วนใหญ่มาจากเอกสารคดีแม่มดปี 1633–1634 เท่านั้น ท่านใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปเหมือนคนอื่นๆ

ท่านไม่ได้เป็นหนึ่งในบุคคลหลักที่เด็กชาย Edmund Robinson กล่าวหาตั้งแต่แรก แต่กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคดีเพราะท่านสารภาพเองว่าเป็นแม่มด และคำสารภาพนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งที่ดูเหมือนสนับสนุนข้อกล่าวหาของคดี Lancashire รอบใหม่ นักวิชาการด้านละครและประวัติศาสตร์ระบุว่า Margaret Johnson เป็นผู้ต้องหาคนเดียวในกลุ่มนี้ที่สารภาพอย่างชัดแจ้ง และที่น่าสนใจคือชื่อของท่านไม่ได้ปรากฏในเรื่องราวเริ่มต้นของ Edmund Robinson เลยด้วยซ้ำ

เหตุการณ์นี้ต้องแยกออกจาก Pendle witch trials ปี 1612 ซึ่งเป็นคดีที่โด่งดังกว่า แม้จะเกิดในภูมิภาคเดียวกันและวัฒนธรรมการกล่าวหาแม่มดในพื้นที่จะเชื่อมโยงกันก็ตาม แต่ในปี 1633 เด็กชายชื่อ Edmund Robinson เล่าเรื่องประหลาดว่าเขาพบผู้หญิงที่แปลงร่างจาก greyhound เห็นการชุมนุมแม่มด และเห็นรูปจำลองที่ถูกแทงด้วยหนามหรือของแหลม เรื่องดังกล่าวทำให้มีการจับกุมผู้คนจำนวนมาก ต่อมามีผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดถึงยี่สิบคนใน Lancaster Assizes วันที่ 24 มีนาคม 1634 แต่ผู้พิพากษาเองกลับไม่มั่นใจในหลักฐานมากพอ จึงชะลอการประหารและส่งคดีขึ้นไปตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน และตรงนี้คือจุดที่ Margaret Johnson กลายเป็นบุคคลสำคัญขึ้นมาทันทีเพราะคำสารภาพของท่านเอง

คำสารภาพของท่าน ว่าท่านเป็นแม่มดเองนั้น เกิดจากการสอบปากคำธรรมดา เหมือนสอบปากคำของบุคคลทั่วไป ท่านบอกว่า ประมาณ 7-8 ปีก่อน ชีวิตท่านลำบาก ขัดสน และเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ถูกเอาเปรียบ และท่านก็ภาวนาต่อพระเจ้าแต่ก็ไร้เสียงตอบรับ จนวันนึ่งท่านได้พบกับเขา เขาผู้นั้นคือ ชายในชุดสีดำแต่งตัวภูมิฐาน (พออ่านดูก็ เออ ท่านมีเทสนะ 5555 ) พร้อมยื่นข้อเสนอต่อท่าน

จากตรงนี้เอง ใน Folk / traditional Witchcraft สำหรับผู้ฝึกฝน และผู้ศึกษาหลายๆคนที่ตามอ่านเนื้อหาของแม่มดในคดีต่างๆ ก็จะพบว่า แม่มดหลายๆ คนนั้นไม่ได้เรียกหา Master of Sabbath แต่ท่านกลับมาหาแม่มดเมื่อหญิง/ชาย คนนั้นไร้ที่พึง เขาเสนอว่า หาก Margaret Johnson มอบวิญญาณให้ เขาจะช่วยเหลือตามความต้องการของเธอทุกอย่าง พร้อมจัดหาสิ่งที่เธอต้องการ แถมยังช่วยจัดการผู้คนที่เธอแค้นด้วยหรือทำร้ายคนหรือสัตว์ หลังจากเข้าหาเธอหนึ่งหรือสองครั้ง เธอก็ตกลงทำพันธสัญญากับเขา

หลังจากที่ Margaret Johnson ได้ทำสัญญากับชายในชุดดำแล้ว เขานั้นบอกให้เธอเรียกเขาว่า Mamillion แต่ตลอดการให้การต่อศาล Margaret เรียกเขาว่า “my god” หรือพระเจ้าของฉัน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจมาก เพราะหากเรานำคดีการล่าแม่มด หรือการไต่สวนแม่มดมากางดู จะพบชายในชุดสีดำ ปรากฏขึ้นมากมาย และหลากหลายชื่อมากๆ อย่างในเรื่องนี้คือ Mamillion หรือ Sathan หรือ Robin และอื่นๆ อีกในคดีความต่างๆ ดังนั้นการที่ Margaret บอกว่า เขาคือพระเจ้าของตนแล้ว ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามต่อว่า ความสามารถของ ชายในชุดสีดำ นี้มีอำนาจมากเพียงใด เพราะพระเจ้าในความหมายของเอกเทววิทยา พระเจ้าเป็นทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องมีหลากหลายองค์ ไม่ได้มีหน้าที่ที่แตกต่างกัน หรือดูแลช่วยเหลือมนุษย์ในด้านนั้นๆ เพียงอย่างเดียว คำให้การของ Margaret จึงเป็นที่สนใจต่อนักประวัติศาสตร์แม่มดว่า แม่มดในยุคกลาง หรือยุคต้นสมัยใหม่นั้นแตกต่างจาก ศาสนาเก่าของยุโรปที่มีเทพหลายองค์ แต่นั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของข้อสันนิษฐานเท่านั้นครับ

นี่ทำให้ Mamillion อยู่กึ่งกลางระหว่างแนวคิดหลายแบบทั้ง Christian demonology คือ ปีศาจที่มาแย่งความจงรักภักดีจากพระเจ้า หรือ folklore คือผี หรือ มารที่มาช่วยเหลือผู้คนที่พระเจ้าทอดทิ้ง อีกทั้ง Margaret Johnson ยังกล่าวด้วยว่า Mamillion มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเธอ โดยเอกสารใช้ภาษาว่า
“defile her body” หรือทำให้ร่างกายของมัวหมอง

เรื่องของ Mamillion ยังมีรายละเอียดอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก โดย Margaret Johnson กล่าวว่าเมื่อ Mamillion มาหาเธอ เขาจะมาดูดเลือดหรือน้ำนมจากจุดบนร่างกายของเธอ โดยเขาจะมาในรูปแมวและมีสีต่างกันในแต่ละรอบ ซึ่งหากเรากลับไปอ่านเรื่องของ Agnes Waterhouse ที่เธอได้ให้เลือดหนึ่งหยดแก่ Sathan ซึ่งเป็น Familiar spirit ที่ช่วยเหลือเธอ ก็แสดงว่า เรื่องของ Man in black , Familiar spirit และ Skin turning มีความคล้าย และใกล้ชิดกว่าที่เรารู้มากครับ เราแทบจะแยกไม่ออกว่า สิ่งนั้นๆ คือ ชายในชุดสีดำ , familiar spirit หรือแม่มดที่กลายร่วงเป็นสัตว์เอง

ในความเชื่อร่วมสมัย เจ้าหน้าที่มักเชื่อว่าแม่มดมี witch’s teat ซึ่ง familiar จะมาดูดเลือดหรือน้ำนม สิ่งนี้ทำให้เกิดการตรวจร่างกายผู้หญิงเพื่อหา witch’s mark และคดี Lancashire 1634 ก็ถึงขั้นมีการนำผู้ต้องหาบางคนไปตรวจโดยกลุ่ม midwives ในลอนดอน ในเชิงสัญญะวิทยาก็น่าสนใจไม่น้อยครับเพราะหากเรามาดูดีๆ แล้ว familiar กำลังลอกเลียนแบบรูปแบบของมารดา และทารก โดยมารดาคือแม่มดที่ให้นม หรือเลือดเพื่อล่อเลี้ยง familiar spirit ที่เป็นลูก ดังนั้น ชายในชุดสีดำ จึงสามารถอ้างได้ว่า เขาคือ บิดา และมารดาคือแม่มดและแทนที่จะเลี้ยงเด็กมนุษย์ เธอกลับเลี้ยงสิ่งเหนือธรรมชาติ จึงทำให้เกิดภาพจำของ Witch father ตามมา และยังกล่าวถึงการไปชุมนุมแม่มดในวัน all saint day อีกด้วย

รายละเอียดที่ทั้งน่ากลัวและเศร้าของ Margaret Johnson กล่าวว่าหลังจากเธอตกอยู่ในปัญหา Mamillion และ familiar ของเธอก็จากไป และเธอไม่เคยเห็นมันอีกเลย ตรงนี้เกิดเหมือนในคำสารภาพแม่มดอังกฤษบางคดี แต่ Richard Brome Online ตั้งข้อสังเกตว่าคำสารภาพส่วนนี้มีความคล้ายคลึงจนเกินไปอย่างมากกับเรื่องของ Elizabeth Sawyer ปี 1621 โดยเฉพาะ familiar ที่ปรากฏเป็นสัตว์หลายสีและการทอดทิ้งแม่มดเมื่อเธอถูกจับ จึงยังไม่ได้บันทึกอย่างตรงไปตรงมาว่าเกิดขึ้นจริงๆ กับ Margaret Johnson

ท้ายที่สุด เมื่อมีการสอบสวนจริงจัง ก็พบว่าหลายๆ เคสนั้นไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ และพิสูจน์ไม่ได้ว่าเวทมนตร์ส่งผลให้เกิดผลเสียต่อชุมชนมากน้อยยังไง ทำให้ผู้ต้องการหลายคนถูกจำคุก โดยจุดนี้เป็นบันทึกสุดท้ายของ Margaret Johnson ที่เรารับรู้ และไม่รู้ว่าจุดจบของท่านเป็นอย่างไร

คดี Lancashire 1634 โด่งดังมากจน Thomas Heywood และ Richard Brome นำไปสร้างละคร The Late Lancashire Witches ในปีเดียวกัน และละครประสบความสำเร็จมาก ถึงกับเล่นต่อเนื่องถึงสามวัน ซึ่งถือว่าโด่งดังมากในเวลานั้น Margaret Johnson ถูกนำไปปรากฏในละครในฐานะ Granny Johnson และเรียกหา Mamillion familiar ของเธอ

เรื่องราวของท่าน Margaret Johnson ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงธรรมชาติหรือลักษณะของชายมนชุดสีดำมากขึ้น ซึ่งพบได้น้อยมากๆ ในคดีการไต่สวนแม่มด ทำให้เนื้อหาและแหล่งข้อมูลนี้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบันให้เราได้เรียนรู้ และศึกษาต่อไปครับ

- Seluvise -

ที่อยู่

Ubon Ratchathani
34000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thee Folke Wycheผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์