บ้านสวยทันสมัย ICon Nk

บ้านสวยทันสมัย ICon Nk รับสร้างบ้านเเบบเเปลกใหม่ ทันสมัย

22/01/2023
26/05/2021

#ซื้อบ้านราคา ไม่เเพง
บนทำเลทอง ใกล้มหาวิทยาลัย
#บ้านทาวน์เฮ้าส์มาได้หลังนึง
ทำเลติดพุทธมณฑล สาย 4
หมู่บ้านปาริชาติ ปิ่นเกล้า
ใกล้ ม. มหิดลศาลายา
#ตอนนี้รีโนเวตเสร็จแล้วค่ะ

ทาวน์เฮาส์ ขนาด 20 ตรว.
3 ห้องนอน
2 ห้องน้ำ
1 ห้องนั่งเล่น
1 ห้องครัว
1 ห้อง ซักล้าง
แถมแอร์ 2 เครื่อง
และแท้งค์น้ำ 1200 ลิตร

ขายราคา 1,650,000 บาท

ติดต่อ คุณแอ๋ว0801818088

 #เห็นการแต่งกาย ชาวบ้านคนนี้คงหวังแค่กราบตอนขบวนเสด็จผ่าน #เพราะนั่งอยู่ระหว่างทางไม่ใช่จุดรับเสด็จ จะมีพระราชาที่ไหน ม...
27/08/2020

#เห็นการแต่งกาย ชาวบ้านคนนี้คงหวังแค่กราบตอนขบวนเสด็จผ่าน
#เพราะนั่งอยู่ระหว่างทางไม่ใช่จุดรับเสด็จ จะมีพระราชาที่ไหน มองเห็นประชาชนตัวเล็กๆข้างทาง จะมีพระราชาที่ไหน หยุดรถขบวนเสด็จ
#แล้วลงไปสอบถามความเป็นอยู่ของผู้คน จะมีพระราชาที่ไหน #รักประชาชนมากขนาดนั้น
#ก็พระราชาองค์นี้ไงพระราชาของฉัน

 #อ่านให้จบนะ..ดีมากๆ​ เลยคำถามถึงเทวดา, พญานาค, พระภูมิเจ้าที่,​ สัตว์เดรัจฉาน,​ เปรต, สัตว์ในนรก และมนุษย์คำถามเดียวกั...
26/08/2020

#อ่านให้จบนะ..ดีมากๆ​ เลย

คำถามถึงเทวดา, พญานาค, พระภูมิเจ้าที่,​ สัตว์เดรัจฉาน,​ เปรต, สัตว์ในนรก และมนุษย์

คำถามเดียวกัน แต่ต่างคำตอบ ต่างภพภูมิ ต่างวาระ​ต่างบารมี ต่างความคิด​ ต่างการกระทำ ต่างจุดมุ่งหมาย

"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อยากจะทำอะไร"

#เทวดา ตอบว่า
"เราจะพิจารณาธรรม เพราะมนุษย์มีกายสังขาร ที่เหมาะกับการพิจารณาธรรมมาก ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องมือที่ใช้พิจารณาธรรมได้ดีที่สุด น่าอิจฉาพวกมนุษย์จริงๆ"

#พญานาค ตอบว่า
"บวชสิ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะบวช... เป็นพญานาคมีฤทธิ์มากก็จริง แต่บวชไม่ได้ พ้นทุกข์ไม่ได้ ไม่เหมือนมนุษย์ พระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้นาคบวช แต่มนุษย์บวชได้ มนุษย์สร้างบุญใหญ่ไปสวรรค์ชั้นสูง ไปแดนนิพพานได้ แสนประเสริฐ"

#พระภูมิเจ้าที่ ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้เราจะไปทำบุญใส่บาตรทุกวัน ไม่ต้องมานั่งรอคนอุทิศส่วนกุศลมาให้เราอีก ไปทำเองเลย เพิ่มบารมีได้เร็วทันใจดี"

#สัตว์เดรัจฉาน ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะสงเคราะห์สัตว์ตัวอื่นๆ เป็นสัตว์นั้นทุกข์มาก พูดก็ไม่ได้ คิดอะไรฉลาดๆ​ ก็ไม่ได้​ เป็นมนุษย์มีสมองมีปัญญา เราจะใช้ปัญญาของมนุษย์ทำให้ตัวเองไม่ต้องมาเป็นสัตว์อีก"

#เปรต ตอบว่า
"เราไม่อยากมีหน้าตาน่าเกลียด ไม่อยากมีปากเท่ารูเข็ม มีรูปร่างสูงเหมือนต้นตาล​ ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะถือศีล จะได้ไม่ต้องมาเป็นเปรตผู้หิวโหย อดๆ อยากๆ ทนทุกข์ทรมานแบบนี้"

#สัตว์นรกในอเวจี ตอบว่า
"ถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ เราจะทำความดี จะไม่ผิด​ศีล​ 5 อีก จะปฏิบัติธรรม เพราะนรกมันร้อนมันโหดร้าย อยู่แล้วมีแต่ความเจ็บปวด ทุรนทุราย ถ้าข้ามีโอกาสอีกครั้ง เราจะไม่ทำเลว เราไม่อยากทรมาน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นสัตว์นรกอีก"

💥💥แต่... เมื่อถามคำถามเดียวกัน
มนุษย์ตอบว่า "อยากสมหวังรัก,​ อยากรวย,​ อยากมีตำแหน่งสูง,​ อยากมีอำนาจ แม้ต้องผิดศีล ทำร้ายใครก้อจะทำ"

อนิจจาใครหนอ... น่าสงสารที่สุด!
มนุษย์ผู้ที่อยากแต่ทรัพย์สมบัติภายนอกที่ยึดถือได้ชั่วคราว​ ทั้งที่มีโอกาสจะทำบุญกุศลมากกว่าเพื่อน ทำให้มีอริยทรัพย์คือ

ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัวไปทุกภพภูมิ อยู่ภายในใจ มี ๗ สิ่งคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา

อ่านอีกครั้งจะรู้ว่า "มันดีมาก"

Cr.ขอบคุณ​ผู้​เขียน​บทความนี้
ขอบคุณ​ผู้​วาดภาพ​นี้
#ขอบคุณ​ที่ได้เกิด​มาเป็น​มนุษย์

“ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์”  #ของานได้งาน  #ขอเงินได้เงิน #ทุกคนที่รู้จักได้บูชาต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันขอบารมีไอ่ไข่ให้แฟน...
26/08/2020

“ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์” #ของานได้งาน #ขอเงินได้เงิน
#ทุกคนที่รู้จักได้บูชาต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน
ขอบารมีไอ่ไข่ให้แฟนเพจทุกท่าน เกิดปาฏิหาริย์ในสิ่งที่หวัง คิดสิ่งใดขอให้สมดังใจ รวย เฮง เป็นเศรษฐี
สาธุ

:) “วาระสุดท้าย-โอวาทสุดท้าย” ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต”ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านพระอาจารย์...
24/08/2020

:) “วาระสุดท้าย-โอวาทสุดท้าย” ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต”

ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ในปีนั้นเมื่อใกล้จะออกพรรษาเหลืออีกประมาณ ๑๐ วัน ท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้บอกบรรดาพระที่อยู่ใกล้ชิดว่า

“ชีวิตของเราใกล้จะสิ้นแล้ว ให้รีบส่งข่าวไปบอกแก่คณาจารย์ที่เป็นศิษย์เราทั้งใกล้และไกล ให้รีบมาประชุมกันที่บ้านหนองผือนี้ เพื่อจะได้มาฟังธรรมะเป็นครั้งสุดท้าย”

บรรดาพระที่อยู่ใกล้ชิดก็ได้จดหมายบ้าง โทรเลขบ้าง ไปยังที่อยู่ของพระคณาจารย์เหล่านั้น บรรดาพระคณาจารย์ทั้งหลายเมื่อได้รับจดหมายบ้าง โทรเลขบ้างแล้ว ต่างก็ได้บอกข่าวแก่กันต่อๆ ไปจนทั่ว เมื่อได้ปวารณาออกพรรษาแล้ว ต่างองค์ก็รีบเดินทางมุ่งหน้ามาหาท่านพระอาจารย์มั่นยังบ้านหนองผืออันเป็นจุดหมายเดียวกัน แต่ท่านพระอาจารย์มั่นได้สั่งให้นำองค์ท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาส บ้านคำสะอาด จังหวัดสกลนคร โดยท่านได้ปรารภกับลูกศิษย์ว่า

“การป่วยของผมจวนถึงวาระเข้าทุกวัน จะพากันอย่างไรก็ควรคิดเสียแต่บัดนี้จะได้ทันกับเหตุการณ์ ผมน่ะต้องตายแน่นอนในคราวนี้ดังที่เคยพูดไว้แล้วหลายครั้ง แต่การตายของผมเป็นเรื่องใหญ่ของสัตว์และประชาชนทั่วๆ ไปอยู่มาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงเผดียงท่านทั้งหลายให้ทราบว่า ผมไม่อยากมาตายอยู่ที่นี่ ถ้าตายที่นี่จะเป็นการกระเทือนและทำลายชีวิตสัตว์ไม่น้อย สำหรับผมตายเพียงคนเดียว แต่สัตว์ที่จะพลอยตายเพราะผมเป็นเหตุนั้นมีจำนวนมากมาย เพราะคนจะมามาก ทั้งที่นี่ไม่มีตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน

นับแต่ผมบวชมาไม่เคยคิดให้สัตว์ได้รับความลำบากเดือดร้อน โดยไม่ต้องพูดถึงการฆ่าเขาเลย มีแต่ความเมตตาสงสารเป็นพื้นฐานของใจตลอดมา ทุกเวลาได้แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลแก่สัตว์ไม่เลือกหน้า โดยไม่มีประมาณตลอดมา เวลาตายแล้วจะกลายเป็นศัตรูคู่เวรแก่สัตว์ ให้เขาล้มตายลงจากชีวิตที่แสนรักสงวนของแต่ละตัว เพราะผมเป็นเหตุเพียงคนเดียวนั้น ผมทำไม่ลง อย่างไรขอให้นำผมออกไปตายที่สกลนคร เพราะที่นั้นเขามีตลาดอยู่แล้ว คงไม่กระเทือนชีวิตของสัตว์มากเหมือนที่นี่ เพียงผมป่วยยังไม่ถึงตายเลย ผู้คนพระเณรก็พากันหลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อน และนับวันมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งพอเป็นพยานอย่างประจักษ์แล้ว ยิ่งผมตายลงไปผู้คนพระเณรจะพากันมามากเพียงไร ขอได้พากันคิดเอาเอง

เพียงผมคนเดียวไม่คิดคำนึงถึงความทุกข์เดือดร้อนของผู้อื่นเลยนั้น ผมตายได้ทุกกาลสถานที่ ไม่อาลัยเสียดายร่างกายอันนี้เลย เพราะผมได้พิจารณาทราบเรื่องของมันตลอดทั่วถึงแล้วว่า เป็นเพียงส่วนผสมแห่งธาตุรวมกันอยู่ชั่วระยะกาล แล้วก็แตกทำลายลงไปสู่ธาตุเดิมของมันเท่านั้น จะมาอาลัยเสียดายหาประโยชน์อะไร เท่าที่พูดนี้ก็เพื่อความอนุเคราะห์สัตว์ อย่าให้เขาต้องมาพร้อมกันตายเป็นป่าช้าผีดิบวางขายเกลื่อนอยู่ตามริมถนนหนทาง อันเป็นที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนาเลย ซึ่งยังไม่สุดวิสัยที่จะควรพิจารณาแก้ไขได้ในเวลานี้ ฉะนั้นจึงขอให้รีบจัดการให้ผมได้ออกไปทันกับเวลาที่ยังควรอยู่ในระยะนี้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ที่รอตายตามผมอยู่เป็นจำนวนมาก ให้เขาได้มีความปลอดภัยในชีวิตของเขาโดยทั่วกัน หรือใครมีความเห็นอย่างไรก็พูดได้ในเวลานี้”

คณะศิษยานุศิษย์และชาวบ้านเมื่อได้ทราบข่าวก็รีบเดินทางเพื่อมาเฝ้าท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หรือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส โดยทันที และเมื่อคณะศิษยานุศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่นคือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นต้น ประชุมตกลงกันว่าจะนำท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาสตามดำริของท่าน โดยทำเสลี่ยงมีคนหามครั้งละ ๘ คน ผ่านบ้านห้วยบุ่น นาเลา คำแหว (อ่านว่า หะแว) ทิดไทย โคกเสาขวัญ กุดก้อม และพักที่วัดป่ากลางโนนภู่ (เดิมชื่อ วัดป่าบ้านภู่ หรือวัดกลางบ้านภู่)

ดังนั้น คณะศิษยานุศิษย์และชาวบ้านจึงได้อาราธนาท่านพระอาจารย์มั่นขึ้นแคร่หาม แล้วเคลื่อนขบวนออกจากวัดป่าบ้านหนองผือ หรือวัดป่าภูริทัตตถิราวาส เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๐๙.๐๐ น. มาถึงวัดป่ากลางโนนภู่ บ้านกุดก้อม เวลาค่ำ ๒๑.๐๐ น. (ระยะทางประมาณสามสิบกิโลเมตร) ท่านได้พักอาพาธระยะสุดท้ายที่วัดแห่งนี้เป็นเวลา ๑๐ วัน

และที่วัดป่ากลางโนนภู่ บ้านกุดก้อม นี้เอง ท่านนั่งอยู่บนศาลาหลังคาเตี้ยๆ แล้วให้พระเปิดหน้าต่างออก มีผู้คนมานั่งกราบประนมมือออกันอยู่มากมาย บางคนก็น้ำตาไหลสะอึกสะอื้น ท่านพระอาจารย์มั่นกล่าวโอวาทครั้งสุดท้ายว่า “พวกญาติโยมที่พากันมามากๆ มาดูพระผู้เฒ่าป่วยหรือ ดูหน้าดูตาก็เป็นอย่างนี้หละ ญาติโยมเอ๋ย...ไม่ว่าพระหรือว่าคน สุดท้ายก็คือตาย

หัวหนึ่ง แขนสอง ขาสอง ความเกิด แก่ ตาย แท้ที่จริงเป็นตัวธรรม
..ได้มาเห็นอย่างนี้แล้วจงพากันนำไปพิจารณา เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย
..ก่อนจะตาย ทานยังไม่ให้...ก็ให้ทานเสีย ศีลไม่เคยรักษา...ก็รักษาเสีย ภาวนายังไม่เคยเจริญ...ก็เจริญเสีย ทำให้มันพอ อย่าประมาท จะไม่เสียทีที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นั่นละจึงจะไม่เสียทีเสียท่าที่เกิดมาเป็นคน เท่านี้ละ พูดมากก็เหนื่อย”

จากนั้นท่านจึงสั่งให้คณะศิษยานุศิษย์ที่ใกล้ชิดนำองค์ท่านไปที่วัดป่าสุทธาวาส บ้านคำสะอาด เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันเกิดของท่านพระอาจารย์มั่นพอดี ขบวนโดยพาหนะรถยนต์ของแขวงการทางสกลนครในขณะนั้น ได้ออกเดินทางจากวัดป่ากลางโนนภู่ บ้านกุดก้อม เวลา ๑๐.๒๐ น. มาถึงวัดป่าสุทธาวาส เวลา ๑๔.๓๐ น.

เมื่อมาถึงวัดป่าสุทธาวาสแล้ว จึงหามองค์ท่านขึ้นไปพักบนกุฏิรับรองที่เตรียมไว้แล้ว และดูแลให้ท่านนอนพัก แต่อาการท่านอ่อนเพลียมาก ท่านไม่พูดจาอะไรเลย เป็นเพียงแต่นอนหลับตามีลมหายใจเชื่องช้าแผ่วเบาและเคลื่อนไหวกายเล็กน้อยเท่านั้น ฝ่ายครูบาอาจารย์พระเณรในตอนนี้ต่างก็นั่งรายล้อมสงบอยู่ บางท่านก็คอยห้ามไม่ให้ส่งเสียงดังเพื่อรักษาความสงบ และคอยเตือนผู้คนประชาชนที่ทราบข่าวและหลั่งไหลเข้ามาในบริเวณวัดไม่ให้ส่งเสียง หรือเข้าไปใกล้รบกวนท่านที่พักผ่อนสงบอยู่นั้น

เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน มันเคลื่อนคล้อยค่ำมืดลงทุกที จาก ๖ โมงเย็นเป็น ๑ ทุ่ม ๒ ทุ่ม ๓ ทุ่ม และ ๔ ทุ่ม ผ่านไปจนถึง ๖ ทุ่ม ตี ๑ ครึ่งกว่าๆ อาการขององค์ท่านพระอาจารย์มั่นที่นอนนิ่งอยู่บนที่นอนนั้นก็เริ่มผิดปกติเป็นไปในทางที่ไม่น่าไว้ใจ มีความอ่อนเพลียมากขึ้น ลมหายใจก็แผ่วเบามากและเบาลงๆ ตามลำดับอย่างน่าใจหาย ส่วนองค์กายของท่านนอนอยู่ในท่าครึ่งหงายตะแคงขวา ในที่สุดลมหายใจขององค์ท่านก็สิ้นสุดถึงแก่มรณภาพละสังขารไว้ให้แก่โลกได้พิจารณาโดยสงบ เพราะท่านได้ดับขันธวิบากเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งตรงกับวันใหม่ วันศุกร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เวลา ๐๒.๒๓ น. ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร ในท่ามกลางคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ซึ่งมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) เป็นต้น สิริชนมายุรวมได้ ๗๙ ปี ๙ เดือน ๒๑ วัน พรรษา ๕๖

สำหรับวันประชุมเพลิงสรีระสังขารท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ตรงกับวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีฉลู ณ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร คือ ๘๑ วันหลังจากท่านพระอาจารย์มั่นเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน

ที่มา : http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=18308

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

~~ ภาพประกอบ : ส่วนหนึ่งของบรรดาคณะศิษยานุศิษย์พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่มาในงานประชุมเพลิงสรีระสังขาร “ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ” เมื่อวันอังคารที่ ๓๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ณ วัดป่าสุทธาวาส บ้านคำสะอาด ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร

:) ...จากแถวบนลงล่าง...
แถวที่ ๑ : (๑) พระธรรมเจดีย์ (พระมหาจูม พนฺธุโล ป.ธ.๓)
เจ้าคณะมณฑลอุดรธานี (ธรรมยุต) ผู้ช่วยเจ้าคณะภาค ๓-๔-๕ (ธรรมยุต)
วัดโพธิสมภรณ์ (พระอารามหลวง) ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี
(๒) พระเทพวรคุณ (อ่ำ ภทฺราวุโธ)
เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี-อ่างทอง-สระบุรี (ธรรมยุต)
วัดมณีชลขัณฑ์ ต.พรหมมาสตร์ อ.เมือง จ.ลพบุรี
พระภิกษุผู้น้องของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)

แถวที่ ๒ : (๓) พระธรรมบัณฑิต (ญาณ ญาณชาโล ป.ธ.๕)
เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี (ธรรมยุต)
เจ้าคณะภาค ๑๐-๑๑ (ธรรมยุต) และรักษาการเจ้าคณะภาค ๙ (ธรรมยุต)
วัดสุทธจินดาวรวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
(๔) พระญาณวิศิษฎ์สมิทธิวีราจารย์ (พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม)
วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
(๕) พระเทพบัณฑิต (พระมหาอินทร์ ถิรเสวี ป.ธ.๕)
เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ธรรมยุต)
วัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

แถวที่ ๓ : (๖) พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(๗) พระอาจารย์กว่า สุมโน
วัดป่ากลางโนนภู่ (วัดป่าบ้านภู่) ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(๘) พระธรรมวิสุทธิมงคล (พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ป.ธ.๓)
วัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
(๙) พระอาจารย์ขุนศักดิ์

แถวที่ ๔ : (๑๐) พระอาจารย์อ้วน
(๑๑) พระอาจารย์สาม อกิญฺจโน
วัดป่าไตรวิเวก ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์
(๑๒) พระราชวุฒาจารย์ (พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล)
เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต)
วัดบูรพาราม (พระอารามหลวง) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์
(๑๓) พระภิกษุไม่ทราบชื่อและฉายา

แถวที่ ๕ : (๑๔) พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม
วัดสิริสาลวัน ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
(๑๕) พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ
วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

แถวที่ ๖ : (๑๖) พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน
วัดป่ากลางโนนภู่ (วัดป่าบ้านภู่) ต.ไร่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
(๑๗) พระครูพุฒิวราคม (พระอาจารย์พุฒ ยโส)
วัดคามวาสี ต.ตาลโกน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
(๑๘) พระอาจารย์อ่อนสา สุขกาโร
วัดประชาชุมพลพัฒนาราม ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

O:) ภาพเก่าๆ ของครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ที่หาดูได้ยากมากๆ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=42605

O:) รวมคำสอน “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=80

•• มุตโตทัย พระธรรมเทศนาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ฉบับสมบูรณ์)
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=80&t=58492

⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱⊰⊱

🔸ถ้านิสัยของเราเป็นคนมักลืมๆ หลงๆ เราก็ต้องเจริญอานาปานสติ ลมหายใจเข้า-ออก     ถ้าหากว่านิสัยของเราชอบโกรธง่าย อะไรๆ ก็ต...
24/08/2020

🔸ถ้านิสัยของเราเป็นคนมักลืมๆ หลงๆ เราก็ต้องเจริญอานาปานสติ ลมหายใจเข้า-ออก
ถ้าหากว่านิสัยของเราชอบโกรธง่าย อะไรๆ ก็ต้องโกรธง่าย เราก็ต้องแผ่เมตตาตนเสียก่อน ตนไม่ชอบทุกข์ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่ชอบทุกข์ แผ่เมตตาตน อะหัง สุขิโต โหมิ นั่น ขอเราจงเป็นสุข อย่ามีเวรมีภัยกับสิ่งอันใดในไตรโลกธาตุ ทุกข์ก็เหมือนกัน อะไรก็เหมือนกัน เราไม่ชอบ เอาตนเป็นพยานแล้ว ก็แผ่เมตตาไป ทั่วทุกหนทุกแห่ง บอกว่าสัตว์ทั้งหลาย คำว่า ทุกข์ๆ ไม่ชอบ คำว่าสุขๆ ได้ยินว่าสุขๆ ก็ต้องชอบ มนุษย์ทั้งหลาย คำว่าทุกข์ๆ ถึงจะไม่รู้ทุกข์ก็ตาม ถึงจะไม่รู้ว่า เหตุเกิดทุกข์เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก็ตาม แต่ก็ชอบสุข เราจึงแผ่เมตตาไป ถ้าเราไม่แผ่เมตตาเอาตนเป็นพยานก่อน มันก็เป็นพายเรือโต้น้ำ มันไม่ค่อยอยากไป ไม่สนิท
ถ้าหากว่าจิตใจของเรารักสวยรักงามเป็นเจ้าของหัวใจ มองไปทางไหนๆ ก็ชอบแต่จะรัก ในรูปในโฉมของเพศตรงข้าม ได้ระวังอยู่เสมอๆ...อันนี้เราก็ต้องพิจารณาอสุภะ จะหนีไม่ได้ ในสกลกายของเราที่ไหนมันสกปรกโสมม เราก็ต้องพิจารณาอันนั้นมากกว่าเพื่อน สิ่งอื่นที่ไม่เห็น มันก็เห็นไปเองถ้าเห็นอันหนึ่งเป็นปฏิกูลชัดในสกลกายนี่ สิ่งอื่นๆ มันก็เสมอภาคกันไปหมด หรือจะพิจารณาแต่ผมลงมาหาฝ่าเท้า จะพิจารณาแต่ฝ่าเท้าขึ้นไปหาผม ปลายผม ดูลักษณะของมัน มันอยู่ยังไง มันมีกลิ่นยังไง...

อลังการไปอีก! นครพนมขยับเตรียมดันโครงการใหม่ แลนด์มาร์คและสถานที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขง จุดแรกท้ายเมืองนครพนมติดถนนสวรรค์ชา...
22/08/2020

อลังการไปอีก! นครพนมขยับเตรียมดันโครงการใหม่ แลนด์มาร์คและสถานที่พักผ่อนริมแม่น้ำโขง จุดแรกท้ายเมืองนครพนมติดถนนสวรรค์ชายโขง และจุดที่สองตลอดแนวเมืองท่าอุเทน!!
โครงการพัฒนาริมโขงมาอีกไม่หยุดหย่อน เมืองนครเตรียมตั้งประภาคารและศูนย์สินค้าชุมชน ท่าอุเทนเตรียมสร้างรูปเหมือนหลวงปูสีทัตถ์ ริมโขงหน้าพระธาตุท่าอุเทน พร้อมปรับปรุงริมโขงขนานใหญ่ หลังจากการพัฒนาเส้นทางจักรยานสวรรค์ชายโขงเลียบหาดทรายทองศรีโคตรบูรถึงท่าค้อ และเส้นทางเชื่อมต่อเลียบริมโขงไปถึงธาตุพนม แล้วเสร็จไปกว่า 80% เริ่มมีการขยับเตรียมดันโครงการใหม่ส่งเสริมท่องเที่ยวมาอีกแล้วเด้อ
ก่อนจะเล่าถึงโครงการใหม่ขอกล่าวถึงถนนตัดใหม่เลียบริมโขงนครพนม-ธาตุพนมสักเล็กน้อย ถนนสายนี้ระยะทางกว่า 60 กม. ประกอบไปด้วยถนน 2 เลน ทางจักรยาน และแนวเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง ซึ่งถนนนั้นมีทั้งของเดิมตามจุดที่มีชุมชนริมแม่น้ำโขง และถนนตัดใหม่เชื่อมระหว่างหมู่บ้านชุมชนต่างๆ พร้อมทำแนวเขื่อนทันสมัยแข็งแรงไม่ให้มีเหตุตลิ่งพังอีก เสริมด้วยเลนจักรยานปันกันใช้เพราะเส้นนี้ไม่ใช่ทางหลัก(ที่มีทางหลวงถนนชยางกูรอยู่แล้ว) แต่เป็นเส้นทางส่งเสริมท่องเที่ยว
รวมทั้งต่อไปคงมีการใช้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวริมโขงนครพนมที่พูดกันว่าเป็นริมโขงที่สวยงามเป็นระเบียบ และมีวิวน่ามาเที่ยวที่สุดของไทย ปัจจุบันข่าวว่าคืบหน้าไปกว่า 80% แล้วเหลือเพียงบางจุดที่เป็นจุดเชื่อมต่อ เช่นจุดระหว่างหาดทรายทองท้ายเมืองไปเชื่อมกับบ้านหนองจันทน์ ต.ท่าค้อ และบ่างจุดในพื้นที่ อ.ธาตุพนม ที่เดิมต้องเสร็จสิ้นไปแล้วแต่กลับพบว่ามีผู้รับเหมาทิ้งงานจึงต้องว่าจ้างทำงานกันใหม่ในปีนี้ทำให้ล่าช้าแต่ว่าเสร็จชัวร์เด้อ
🙏 สมัครเข้ากลุ่มชุมชนคนนครพนม พูดคุย ฝากข่าว แจ้งข่าว ร้องเรียน ติดตามงานบุญ หมอลำ คอนเสิร์ต โครงการพัฒนา และความเป็นไปของจังหวัด : https://fb.com/groups/Nakhon.Phanom.Province/ 🙏
กลับมาที่ข่าวโครงการพัฒนา โครงการแรกเปิดเผยจากโพสต์ของ นสพ.ตระเวนข่าว เผยภาพจากการเข้าร่วมประชุมกับโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครพนม เปิดให้เห็นแนวคิดการก่อสร้างพื้นที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบตลาดเอาท์เลทส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น และมีแลนด์มาร์คประภาคาร ดึงดูดเป็นจุดแวะเช็คอินของนักท่องเที่ยว
ว่ากันที่จริงโครงการนี้เคยได้ยินและจำได้ว่าเคยเห็นร่างคร่าวๆ มาก่อนนานมากแล้วตั้งแต่สมัยท่านอดีตผู้ว่าสมชาย วิทย์ดำรงค์ว่าจะมีการสร้างประภาคารและจุดท่องเที่ยว รวมทั้งสวนหย่อมแถวหนองจันทน์ ซึ่งคราวนี้เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ในอนาคตหลังเปิดใช้ถนนเส้นนี้อย่างเป็นทางการก็คาดว่าคงมีการสร้างจุดนี้ขึ้นมาต่อไปครับ
โดยในการประชุมนั้นยังเผยถึงการเตรียมการจัดงาน "ปั่นจักรยานชิวๆชมวิวชายโขง" ช่วงเย็น 15.30 น.วันที่ 3 ก.ย.นี้นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายสยาม สิริมงคล เพื่อเชิญชวนพี่น้องมาปั่นจักรยานประชาสัมพันธ์เส้นทางใหม่ ถนนสวรรค์ชายโขง ที่เป็นอนาคตการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครพนมนั่นเอง
อีกข่าวพัฒนา จากอำเภอท่าอุเทน ที่ตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจในด้านการท่องเที่ยวการลงทุนไม่น้อยเพราะทิศทางการพัฒนากำลังพุ่งเข้าหา ล่าสุดทางเทศบาลท่าอุเทน ได้ริเริ่มจะมีแผนการพัฒนาแนวริมโขงขึ้นใหม่เช่นเดียวกับเมืองนครพนมและเมืองธาตุพนมที่มีการปรับปรุงริมโขงไปค่อนข้างมาก ภายใต้การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอท่าอุเทน เช่นการเตรียมก่อสร้างรูปเหมือนหลวงปู่สีทัตถ์ ขนาดใหญ่ที่ริมแม่น้ำโขงหน้าวัดพระธาตุท่าอุเทน การขออนุญาตก่อสร้างสะพานคนเดินและสะพานลุงโฮยื่นออกไปริมตลิ่ง การปรับปรุงก่อสร้างลานพักผ่อนหย่อนใจริมโขง โครงการพัฒนาท่าน้ำให้เหมาะสมทันสมัยและรองรับการค้าการขายการเดินทางให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทั้งการวางรูปแบบโครงการ และผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาคมชาวเมืองท่าอุเทนในเขตตัวเมืิองที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างนี้มาพิจารณาต่อไป
อำเภอท่าอุเทนนั้นกำลังพัฒนาถนน 4 เลนเชื่อมกับอำเภอเมืองทั้งเส้น ทำให้ต่อไปยิ่งเดินทางสะดวกขึ้นเพราะใกล้เมืองนครพนมอยู่แล้ว หากพูดว่าระยะทางจากเมืองถึงเมืองก็ราวๆ 26-27 กม. แต่หากนับจากจุดเริ่มก่อสร้างถนนจากสะพานมิตรภาพ 3 นครพนม-คำม่วน ก็กลายเป็นแค่ราวๆ 10 กม.เท่านั้นเอง ใครไปสะพานมิตรภาพ 3 หรือในอนาคตมาลงรถไฟทางคู่ที่สถานีสะพานมิตรภาพ 3 แล้วจะไปท่าอุเทนต่อก็ถือว่าไปแค่ใกล้ๆ ถ้าเป็น 4 เลนแล้วยิ่งเดินทางสะดวก ใช้เวลาไปมาหาสู่กันแค่นิดเดียว เร็วๆ นี้จะมีบายพาสตัดตรงจากเชียงยืนไปออกสนามบินอีก ทั้งยังเป็น 1 ในเมือง 8 พระธาตุประจำวันเกิดและเป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่งของนครพนมที่ยังมีสิ่งก่อสร้างยุคก่อนหลงเหลืออยู่ และมีวิวริมโขงที่เห็นแนวเทือกเขาหินปูนชัดยิ่งกว่าในอำเภอเมือง อนาคตการเติบโตด้านท่องเที่ยวของจังหวัดคงจะเบนไปที่ท่าอุเทนอีกไม่ใช่น้อยครับ
ปัจจุบันเมืองริมโขงทั้ง 4 เมืองของจังหวัดได้แก่ บ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนคร และธาตุพนม ต่างก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเข้ามาหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาจากภาครัฐ ทั้งการที่คนรุ่นใหม่นิยมกลับมาลงทุนทำธุรกิจที่บ้านเกิดมากขึ้น เช่นบริการที่พัก ร้านกาแฟ ร้านอาหาร และอื่นๆ ซึ่งกระจายไปตามภูมิลำเนาอำเภอต่างๆ และในอนาคตคงจะยิ่งมีโครงการทั้งของรัฐและเอกชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกแน่นอนยิ่งถ้าเศรษฐกิจมันฟื้นตัวดีขึ้น คงได้เห็นอะไรอีกเยอะครับ
ข่าวและข้อมูลจาก เพจไทท่าอุเทน, นสพ.ตระเวนข่าว, ไลน์ข่าวสารนครพนม

🔸ไปวิเวกกับหลวงปู่เทสก์    ปรารภเรื่ององค์หลวงปู่เทสก์ต่อไป ครั้นเสร็จงานถวายพระเพลิงแล้ว องค์หลวงปู่ก็พากันไปพักวิเวกวั...
19/08/2020

🔸ไปวิเวกกับหลวงปู่เทสก์
ปรารภเรื่ององค์หลวงปู่เทสก์ต่อไป ครั้นเสร็จงานถวายพระเพลิงแล้ว องค์หลวงปู่ก็พากันไปพักวิเวกวัดป่าบ้านจอมศรี เป็นเขตอำเภอเมือง จ.สกลนครนั้นเอง ตั้งอยู่ใกล้สี่แยก แยกหนึ่งไปวัดป่าภูธรพิทักษ์ วัดป่าธาตุนาเวงก็ว่า แยกหนึ่งไป จ.นครพนม แยกหนึ่ง จ.อุดรฯ แยกหนึ่งไปในเมืองสกล มีพระ ๕ รูปด้วยกันนับทั้งองค์หลวงปู่ ตั้งหน้าทำความเพียรไม่มีกลางวันกลางคืนเพราะเห็นว่าเป็นยุคที่ธุระว่างบ้างแล้ว ได้ความภาวนาประการใด กราบเรียนองค์หลวงปู่เทสก์ หลวงปู่เทสก์ก็เป็นผู้มีปัญญามาก เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในสมาธิล้วนๆ ก็ยุใส่สมาธิล้วนๆ เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในอุปจารสมาธิสัมปยุตด้วยนิมิตต่างๆ ก็ยุใส่ เมื่อท่านผู้ใดติดอยู่ในวิปัสสนาปัญญาล้วนๆ ก็ยุใส่วิปัสสนาปัญญาล้วนๆ แต่เมื่อมันเลยเถิดก็ดีองค์ท่านก็มีอุบายแก้ให้เยือกเย็นทรงเหตุผลมาก องค์ท่านกล่าวว่า

พวกเราทำเพื่อเป็นเครื่องชำนาญด้วย ทำเป็นเครื่องหลุดเป็นเครื่องพ้นด้วย ไม่เหมือนพระอรหันต์ พระอรหันต์นั้นทำเป็นเครื่องทรงอยู่ของขันธวิบากชั่วคราว แต่ไม่มีความยึดมั่นถือมันติดอยู่โดยถ่ายเดียว เพราะได้รู้เท่าทันเทียมถึงเหนือกว่านี้ไปแล้ว จึงเป็นเรื่องของขันธวิบากและจริยวัตรสืบประเพณีโต้งๆ โดยมิได้มีกิเลสคือผู้หลงๆ มาสิงเจือปนอยู่ เรียกหยาบๆ ว่าใช้ดอกเบี้ยของทรัพย์ประจำวันคืนแบบไม่เดือดร้อนว่าต้นทุนจะหายไปไหน และไม่กลัวว่าโจรจะมาจี้ปล้นไปไหน อำนาจเหนือแล้ว

ครั้นพักอยู่วัดป่าบ้านจอมศรีอยู่ประมาณเกือบเดือน หลวงปู่เทสก์เตรียมตัวจะพาไปวัดป่าเขาน้อย ท่าแฉลบ ริมทะเล จ.จันทบุรี เพราะเป็นที่ขององค์ท่านจำพรรษาผ่านมาในปีที่แล้วนี้ แล้วต้องไปต่อรถไฟที่ จ.อุดรฯ เข้ากรุงเทพฯ ก่อน โยมบัวแถว นายเขียน ก็จัดส่งขึ้นรถ ขึ้นรถยนต์ สกลนคร-อุดรฯ พอถึงอุดรฯ ก็ไปพักค้างอยู่วัดทิพยรัตน์ วัดนั้นเป็นวัดที่โยมทิพยรัตน์สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๖ หลังวัดโพธิสมภรณ์นิดหน่อย

ความจริงองค์หลวงปู่เทสก์จะเสียค่าโดยสารรถไฟให้พระที่ไปด้วยหมด เพราะโยมทาง จ.สกลนคร เขาทราบว่าพระจะไปจันทบุรีกับองค์หลวงปู่หลายองค์ เขาก็ถวายมูลค่าไว้จนพอ ข้าพเจ้านึกไปมาอยู่หลายรอบก็ได้ความว่า เราควรจะแบ่งเบาค่าโดยสารขององค์หลวงปู่เทสก์บ้าง เพราะมีทางจะแบ่งเบาได้อยู่คือ สมัยนั้นยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม รถไฟสายใดก็ตามขบวนใดก็ตาม ต้องมีตู้พิเศษหนึ่งตู้เป็นตู้ชั้นสองสำหรับให้พระไปฟรีมาฟรี แต่พระผู้จะขึ้นต้องมีใบรับรองจากเจ้าคณะจังหวัด ฝ่ายพระต้นทางของจังหวัดนั้นๆ ก่อน ประทับตราพร้อม

ข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนขอใบสุทธิขององค์หลวงปู่เทสก์พร้อมทั้ง ๕ องค์โดยรวดเร็ว ไปวัดโพธิสมภรณ์ให้มหาสุพัฒน์ทำใบเดินทางให้คนละใบ ปลายทางลงกรุงเทพฯ เพราะมหาสุพัฒน์ก็เป็นหลานข้าพเจ้า เป็นเลขาท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ฝ่ายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ยังค้างอยู่สกลนครยังไม่กลับ พอได้ใบเดินทางแล้วก็รีบกลับวัดทิพยรัตน์ ไปกลับด้วยรถสามล้อ สมัยนั้นเขาเรียกรถสามล้อว่าแท็กซี่ ทักซี่ก็ว่า มาสมัยนี้เรียกสามล้อคำเดียว เพราะสมัยเรียกว่าเวลาชั่วคราวของกาลนั้นๆ และในวันนั้นเอง หกโมงเย็นได้ขึ้นรถไฟด่วนจากอุดรฯ ถึงกรุงเทพฯ

 #บุญเดือน9  #บุญข้าวประดับดิน🌼  บุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า ประเพณีภาคอีสาน ที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล...
18/08/2020

#บุญเดือน9 #บุญข้าวประดับดิน

🌼 บุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า ประเพณีภาคอีสาน ที่จัดขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และสัตว์นรกหรือเปรต

🌼 ประเพณีบุญข้าวประดับดิน บุญเดือนเก้า เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่สืบทอดกันมาในภาคอีสาน โดยบุญข้าวประดับดิน เป็นงานประเพณีที่ถูกจัดขึ้นในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า ของทุก ๆ ปี ประเพณีบุญข้าวประดับดิน

🌼 ทั้งนี้ในการทำบุญข้าวประดับดินนั้น ชาวบ้านจะนำข้าวปลา อาหาร คาวหวาน ผลไม้ หมาก พลู บุหรี่ มาห่อด้วยใบตอง และทำเป็นห่อเล็ก ๆ ก่อนจะนำไปวางตามโคนต้นไม้ใหญ่หรือตามพื้นดินบริเวณรอบ ๆ เจดีย์ หรือโบสถ์ โดยการทำบุญข้าวประดับดินนี้ ชาวบ้านเชื่อว่า เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว รวมถึงอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์นรก หรือเปรต

🌼 นอกจากนี้ บุญข้าวประดับดิน ยังถือว่าเป็นการให้ทานแก่ผู้ยากไร้รวมทั้งสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ที่ต้องหิว อดมื้อกินมื้อมาตลอดทั้งปีอีกด้วย เพราะการที่ตั้งอาหารไว้ที่พื้นทำให้สัตว์เหล่านั้นสามารถเข้ามากินอาหารได้อย่างเต็มที่

🌼 #ความเป็นมาบุญข้าวประดับดิน 🌼

การทำบุญข้าวประดับดินนี้ เกิดจากความเชื่อตามนิทานธรรมบทว่า ญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ได้ยักยอกเงินวัดไปเป็นของตนเอง ครั้นตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตในนรก และเมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้วมิได้อุทิศให้ญาติที่ตาย กลางคืนพวกญาติที่ตายมาแสดงตัวเปล่งเสียงน่ากลัวให้ปรากฏใกล้พระราชนิเวศน์ รุ่งเช้าได้เสด็จไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทูลเหตุุให้ทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายทานอีก แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ ญาติที่ตายไปจึงได้รับส่วนกุศล ดังนั้น การทำบุญข้าวประดับดิน คือการทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ญาติผู้ตายแล้ว ถือเป็นประเพณีที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี

ประวัติบุญข้าวประดับดิน ประเพณีบุญเดือนเก้าของชาวอีสาน

#พิธีกรรมบุญข้าวประดับดิน มีดังนี้

🌼 1. วันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะเตรียมข้าวต้ม ขนม อาหารคาวหวาน หมาก พลู และบุหรี่ไว้ 4 ส่วน ส่วนหนึ่งเลี้ยงดูกันภายในครอบครัว ส่วนที่สองแจกให้ญาติพี่น้อง ส่วนที่สามอุทิศให้ญาติที่ตายไปแล้ว และส่วนที่สี่นำไปถวายพระสงฆ์

🌼 ในส่วนที่สาม ญาติโยมจะห่อข้าวน้อย ซึ่งมีวิธีการห่อคือ ใช้ใบตองห่อขนาดเท่าฝ่ามือ ส่วนความยาวนั้นให้ยาวสุดซีกของใบตอง

🌼 2. วันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะไปวัดตั้งแต่เวลาตี 4 เพื่อนำสิ่งของที่เตรียมไว้จัดใส่กระทง หรือเย็บเป็นห่อเหมือนข้าวสากไปวางอุทิศส่วนกุศลตามที่ต่าง ๆ ซึ่งการวางแบบนี้ เรียกว่า การวางห่อข้าวน้อย แต่หากเป็นการนำไปวางในวัด จะเรียกว่า การยาย (วางเป็นระยะ ๆ ) ห่อข้าวน้อย ซึ่งเวลานำไปวางจะพากันไปทำอย่างเงียบ ๆ ไม่มีการตีฆ้อง ตีกลองแต่อย่างใด

🌼 3. หลังจากวางเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารทำบุญที่วัดอีกทีหนึ่งในตอนเช้า เมื่อพระสงฆ์ฉันเช้าเสร็จก็จะเทศน์ฉลองบุญข้าวประดับดิน ต่อจากนั้น ชาวบ้านจะนำปัจจัยไทยทานถวายแด่พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ให้พรเสร็จ ชาวบ้านที่มาทำบุญก็จะกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทุก ๆ คน

 #หลวงปู่มั่นเล่าถึงเรื่องการบูรณะพระธาตุพนม.ในสมัยต่อมา ได้แสวงหาวิเวก บำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏ...
15/08/2020

#หลวงปู่มั่นเล่าถึงเรื่องการบูรณะพระธาตุพนม.ในสมัยต่อมา ได้แสวงหาวิเวก บำเพ็ญสมณธรรมในที่ต่าง ๆ ตามราวป่า ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง หุบเขา ซอกห้วย ธารเขา เงื้อมเขาท้องถ้ำ เรือนว่าง ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงบ้าง ฝั่งขวาแม่น้ำโขงบ้าง

ในปี พ.ศ.๒๔๔๔ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ,ท่านพระครูทา โชติปาโล และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นผู้ติดตามได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดสระพัง (ตะพัง) ซึ่งเป็นสระโบราณขนาดใหญ่อยู่นอกกำแพงวัด เมื่อท่านได้มานมัสการพระบรมธาตุ (พระธาตุพนม) และพิจารณาดูแล้วมีความเลื่อมใส เห็นว่าพระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุที่แท้จริง แต่เป็นที่สลดใจเมื่อเห็นพระธาตุพนมเศร้าหมองรกร้าง ครูบาอาจารย์ทั้งสามท่านจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดำเนินการบูรณะองค์พระธาตุพนม

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ท่านพระอาจารย์วิริยังค สิรินธโร ฟังว่า..."ครั้นแล้วท่านอาจารย์เสาร์ก็พาข้ามแม่น้ำโขงกลับประเทศไทย ที่ท่าข้ามตรงกับพระธาตุพนมพอดีขณะนั้นพระธาตุพนมไม่มีใครเหลียวแลดอก มีแต่เถาวัลย์นานาชนิดปกคลุมจนมิดเหลือแต่ยอด ต้นไม้รกรุงรังไปหมด ทั้ง ๓ ศิษย์อาจารย์ก็พากันพักอยู่ที่นั้น เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม ขณะที่ท่านอยู่กันนั้น พอตกเวลากลางคืนประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จะปรากฏมีแสงสีเขียววงกลมเท่ากับลูกมะพร้าว และมีรัศมีสว่างเป็นทาง ผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วก็ลอยห่างออกไปจนสุดสายตา และเมื่อถึงเวลาก่อนจะแจ้ง ตี ๓-๔ แสงนั้นก็จะลอยกลับเข้ามาจนถึงองค์พระเจดีย์แล้วก็หายวับเข้าองค์พระเจดีย์ไป ทั้ง ๓ องค์ศิษย์อาจารย์ได้เห็นเป็นประจักษ์เช่นนั้นทุกๆ วัน ท่านอาจารย์เสาร์ กนฺตสีลเถระ จึงพูดว่า
“ที่พระเจดีย์นี้ต้องมีพระบรมสาริกธาตุอย่างแน่นอน”

ดังนั้น ท่านจึงได้ชักชวนญาติโยมทั้งหลายในละแวกนั้น ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน และส่วนมากก็เป็นชาวนา ได้มาช่วยกันถากถางทำความสะอาดรอบบริเวณองค์พระเจดีย ์นั้น ได้พาญาติโยมทำอยู่เช่นนี้ถึง ๓ เดือนเศษๆ จึงค่อยสะอาด เป็นที่เจริญหูเจริญตามาตราบเท่าทุกวันนี้

เมื่อญาติโยมทำความสะอาดเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์ก็พาญาติโยมในละแวกนั้นทำมาฆบูชา ซึ่งขณะนั้น ผู้คนแถวนั้นยังไม่รู้ถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างจริงจัง จนได้ชักชวนกันมารักษาอุโบสถศีล ฝึกหัดกัมมัฏฐานทำสมาธิกับท่านอาจารย์ จนได้ประสบผลตามสมควร การพักอยู่ในบริเวณของพระธาตุพนมทำให้จิตใจเบิกบานมาก และทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้าได้อย่างดียิ่ง"

“เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๓ หลังจากที่ชาวเมืองนครพนมจมอยู่ในความมืดบอดเป็นเวลานาน ปล่อยให้พระธาตุเป็นป่ารกทึบ และแล้วท่านพระอาจารย์ทา โชติปาโล ท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้นำเอาแสงสว่างดวงประทีปธรรมของพระพุทธองค์ สองทางให้ได้เห็นหนทางแห่งการปฏิบัติธรรมเป็นเครื่องดำเนินต่อไป”

หลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้เล่าให้ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ศิษย์อุปัฏฐากฟังว่า ทีแรก ชาวเมืองได้ขอให้หลวงปู่ใหญ่เป็นผู้บูรณะ แต่ท่านบอกว่า “เราไม่ใช่เจ้าของ เดี๋ยวเจ้าของผู้ซ่อมแซมจะมาทำเอง”และเจ้าของ ที่หลวงปู่ใหญ่พูดไว้ก็คือ พระครูวิโรจน์รัตโนบล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ท่านพระครูดีโลด นั่นเอง

บันทึกการบูรณะพระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๔๔ (การบูรณะครั้งที่ ๕) ตามหนังสืออุรังคนิทาน ตำนานพระธาตุพนมที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร (แก้ว กนฺโตภาโส) ได้กล่าวไว้ ดังนี้

“ครั้นถึง พ ศ. ๒๔๔๔ มีพระเถระนักปฏิบัติชาวเมืองอุบลฯ ๓ รูป เดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่วัดสระพัง (ตะพัง) ซึ่งเป็นสระโบราณใหญ่อยู่บริเวณนอกกำแพงวัดทางด้านหรดีองค์ธาตุพนม คือ พระอุปัชฌาย์ทา ๑ พระอาจารย์เสาร์ ๑ พระอาจารย์มั่น ๑ ท่านและคณะได้มานมัสการพระบรมธาตุ และพิจารณาดูแล้วมีความเลื่อมใส เห็นว่าพระธาตุพนมเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุอันแท้จริง แต่เป็นที่น่าสลดใจ เมื่อเห็นองค์พระธาตุเศร้าหมอง รกร้างตามบริเวณทั่วไปทั้งพระวิหารหลวง ซึ่งพระเจ้าโพธิศาล (พ ศ. ๒๐๗๓ - ๒๑๐๓) แห่งนครหลวงพระบางได้สร้างไว้ (ตามประวัติพระธาตุพนมบูรณะครั้งที่๒) ก็พังทลายกลายเป็นกองอิฐปูนอยู่ภายในกำแพงพระธาตุ ถ้าได้ผู้สามารถเป็นหัวหน้าบูรณะจะเป็นมากุศลสาธารณะแก่พระพุทธศาสนาและบ้านเมืองมิใช่น้อย จึงแต่งตั้งให้ตัวหน้าเฒ่าแก่ชาวบ้านธาตุพนม เดินทางลงไปเมืองอุบล ให้อาราธนาเอาท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) วัดทุ่งศรีเมือง จ อุบลฯ แต่เมื่อท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูอุดรพิทักษ์คณาเดช ขอให้ท่านขึ้นมาเป็นหัวหน้าซ่อมแซมพระบรมธาตุ ท่านก็ยินดีรับขึ้นมาตามความประสงค์ (ท่านมีคุณสมบัติพิเศษ โอบอ้อมอารี จนได้นิมิตนามว่า “พระครูดีโลด” คืออะไรก็ดีหมด)

ท่านเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญทางการฝีมือ ศิลปกรรม การก่อสร้าง แกะสลักทั้งไม้ อิฐ ปูน เป็นนักปกครองชั้นดี ทั้งเป็นนักปฏิบัติมีจิตตานุภาพและจิตวิทยาสูง เป็นที่นิยมของประชาชน ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต มีศิษย์มากอยู่ ผู้ใดได้พบปะสนทนาด้วยแล้ว ต่างมีความเคารพรัก

เมื่อท่านพระครูฯ รับนิมนต์ เดินทางมาถึงแล้วได้ประชุมหารือทั้งชาววัดและชาวบ้านชั้นแรกชาวบ้านจะยอมให้ทำแต่เพียงทาปูนลานพระธาตุ ให้มีที่กราบไหว้เท่านั้น มิยอมให้ซ่อมองค์พระธาตุเพราะเกรงกลัวเภทภัยทั้งหลายซึ่งเคยเป็นมาแล้วแต่หนหลังท่านพระครูฯ ไม่ยอม บอกว่าถ้ามิได้บูรณะพระธาตุแต่ยอดถึงดิน แต่ดินถึงยอดแล้วจะมิทำชาวบ้านไม่ตกลง เลิกประชุมกัน ครั้นต่อมาในวันนั้น มีอารักษ์เข้าสิงคน ขู่เข็ญผู้ขัดขวาง จะทำให้ถึงวิบัติ ชาวบ้านเกิดความกลัวจึงกลับมาวิงวอนให้ท่านพระครูฯ ทำตามใจชอบ

ท่านพระครูวิโรจน์ฯ ได้เริ่มบูรณะแต่เดือนอ้าย ขึ้น ๑๔ค่ำ จนถึงเดือน ๓ เพ็ญ ได้ฉลอง มีประชาชนหลั่งไหลมาจากจตุรทิศ ช่วยเหลือจนมืดฟ้ามัวดินเป็นประวัติการณ์นับแต่หลังจากบ้านเมืองเป็นจลาจลมา (เกิดศึกสงครามระหว่างไทยกับญวน ทำให้ผู้คนแตกตื่นอพยพหนีหายไปจำนวนมาก และช่วงนั้นเกิดกรณีกบฏผีบุญ ขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อสมัย ร.ศ. ๑๑๗ ตรงกับ พ ศ ๒๔๔๓ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ด้วย)มีผู้ศรัทธาร่วมบริจาคทรัพย์เพื่อบูรณะพระธาตุเป็นจำนวนมาก

การบูรณะ ได้ชำระต้นโพธิ์เล็กที่เกาะจับอยู่ออก ขูดไคลน้ำและกะเทาะสะทายที่ชำรุดออก โบกปูน ทาสีใหม่ ประดับกระจกสีในที่บางแห่ง และลงรักปิดทองยอดตามที่อันควร สิ้นทองเปลว ๓ แสนแผ่น หมดเงินหนัก ๓๐๐ บาท ทองคำ ๕๐ บาทเศษ แก้วเม็ด ๒๐๐ แก้วประดับ ๑๒ หีบ หล่อระฆังโบราณด้วยทองแดง ๑ ลูก หนัก ๒ แสน (๒๔๐ กก.) ไว้ตีเป็นพุทธบูชา”

ต่อมาภายหลัง วัดพระธาตุพนมจึงมีงานนมัสการพระธาตุพนมประจำทุกปี โดยจะตรงกับช่วงวันมาฆบูชา ซึ่งนับเนื่องจากครูบาอาจารย์ทั้ง ๓ หลวงปู่ทา โชติปาโล หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้นำพาปฏิบัติบูชาคุณพระรัตนตรัยไว้เป็นปฐมฤกษ์นั่นเอง

ที่อยู่

Nakhon Phanom
48130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านสวยทันสมัย ICon Nkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์