Tip to grow เริ่มต้นจาก cactus กระถางเล็กๆ
ค่อยๆ เติบโตเป็น 2 โรงเรือน

25/01/2026

The Free-Rider Problem ปัญหาคนเกาะองค์กร

ในหลายองค์กร โดยเฉพาะองค์กรภาครัฐ มีภาพหนึ่งที่พบเห็นซ้ำซาก จนกลายเป็นเรื่องปกติ

คนหนึ่งทำงานแทบทุกอย่าง อีกคนหนึ่งทำเท่าที่จำเป็น ในขณะที่ผลตอบแทน ความมั่นคง และสถานะกลับใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด

นี่ไม่ใช่เรื่องนิสัย ไม่ใช่เรื่องคุณธรรมส่วนบุคคล แต่มันคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีทฤษฎีรองรับอย่างชัดเจน

ทฤษฎีที่ชื่อว่า The Free-Rider Problem เมื่อการ “เกาะระบบ” กลายเป็นทางรอด

ในเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ The Free-Rider Problem (ปัญหาคนเกาะระบบ) อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ “ผลตอบแทนไม่ได้ผูกกับผลงานรายบุคคลอย่างแท้จริง”

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้ จะมีคนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะลดความพยายาม หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะยังไงซะ พวกเขาก็ยังได้รับผลประโยชน์เท่าเดิม

ในระบบราชการ ภาพนี้ชัดเจนเป็นพิเศษ เพราะเงินเดือนขึ้นตามอายุงาน ความมั่นคงสูง การลงโทษหรือไล่ออกทำได้ยากมาก

ผลลัพธ์จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อแรงจูงใจในการ “ทำเพิ่ม” แทบไม่มี แต่กลับส่งเสริมค่านิมของ “จงอย่าเด่น จะเป็นภัย” สูงมาก

คนที่เกาะระบบได้ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่ “ไม่สร้างปัญหาให้กับระบบ”

และเมื่อมีคนเกาะระบบ คนขยันจึงรู้สึกว่ากำลัง “ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

คนทำงานส่วนใหญ่ไม่ได้หมดไฟเพราะว่างานหนัก แต่หมดไฟเพราะเห็นความไม่ยุติธรรมในองค์กร ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

1. ความเป็นธรรมที่ถูกเปรียบเทียบ (Equity Theory)

ตาม Equity Theory (ทฤษฎีความเป็นธรรม) มนุษย์ประเมินความยุติธรรมจาก “การเปรียบเทียบ”

ฉันทำมากกว่า ฉันรับผิดชอบมากกว่า แต่ได้เท่าเดิม แปลว่า ฉันกำลังเสียเปรียบ

ในองค์กรที่ คนขยัน = งานเพิ่ม / คนเนียน = งานเท่าเดิม / ผลตอบแทน = ใกล้เคียงกัน

สมองจะเริ่มส่งสัญญาณทันทีว่า “ระบบนี้ไม่แฟร์”

และเมื่อความไม่แฟร์นั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ คนขยันจะเหลือทางเลือกเพียงไม่กี่ทาง นั่นคือ ลดความทุ่มเทลง ถอนใจ จนกระทั่ง ถอนตัว

2. บาดแผลที่ไม่ได้มาจากความเหนื่อย (ทฤษฎี Moral Injury)

ลึกกว่านั้นคือสิ่งที่เรียกว่า Moral Injury (บาดแผลทางศีลธรรมในการทำงาน)

มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่คือความรู้สึกว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว ขัดกับคุณค่าที่ฉันเชื่อ”

เมื่อเห็นคนที่ไม่ทำงานอยู่ไปวัน ๆ ยังอยู่รอด เมื่อเห็นความทุ่มเทไม่ได้รับการปกป้อง เมื่อเห็นระบบไม่สามารถทำอะไรคนที่เอาเปรียบได้

นี่คือจุดที่คนไม่ได้แค่ “ล้า” แต่เริ่มหมดศรัทธาในองค์กร
....

ทำไมองค์กรภาครัฐจึง “เน่าได้ แต่ไม่ล่ม”

คำตอบสั้น ๆ คือ เพราะระบบถูกออกแบบให้ อยู่รอดได้ แม้ไร้ประสิทธิภาพ

องค์กรรัฐจำนวนมากอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า Soft Budget Constraint หมายความว่า “ทำพลาดแต่ก็ไม่ล้ม” “ขาดประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ก็ยังมีงบ” ยังไงซะ คนลาออกก็ไม่กระทบต่อการอยู่รอดขององค์กรในทันที

ผลคือ ไม่มีแรงกดดันเชิงการแข่งขัน ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการคัดกรองคน และไม่มีราคาที่ต้องจ่ายจริงจากผลของความไร้ประสิทธิภาพนั้น

องค์กรจึง “อยู่ได้” แต่มัน “เจริญยาก”
....

มีสำนวนนึงบอกว่า “เช้าชาม เย็นชาม”

สำนวนนี้ไม่ใช่การดูถูกคนทำงานรัฐ แต่มันคือคำอธิบายเชิงพฤติกรรมที่ไม่รู้จะไปหาสำนวนไหนมาอ้างแล้ว เมื่อคนทำงานได้เรียนรู้ซ้ำ ๆ ว่า

- ทำมาก = ไม่ได้อะไรเพิ่ม
- ทำดี = ได้งานเพิ่ม
- ทำพลาด = เสี่ยงโดยไม่คุ้ม

สมองจะปรับตัวเข้าสู่โหมด Learned Helplessness (ภาวะเรียนรู้ว่าทำมากไป ก็เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง)

นี่ไม่ใช่ความเกียจคร้าน แต่คือการเอาตัวรอดในระบบที่ไม่ให้รางวัลกับความพยายาม หรือไม่สามารถให้ความยุติธรรมกับสิ่งที่พวกเขาพบเจอได้

และแล้ว มันก็จะเกิดวงจรปีศาจ วงจรซ้ำ ๆ ดังนี้

1. คนเก่งแบกงาน
2. คนเนียนหลบงาน
3. ระบบไม่ลงโทษ
4. คนเก่งหมดแรง
5. คนเก่งหนี
6. เหลือแต่คนที่ “อยู่เป็น”
7. องค์กรยังอยู่
8. คุณภาพลดลงเรื่อย ๆ

นี่คือ Adverse Selection ขององค์กรภาครัฐ คนที่มีทางเลือก เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็ไป เหลือคัดไว้เฉพาะคนที่เหมาะกับระบบ คนที่อยู่ได้บางคน อาจเคยเป็นคนมีไฟ เคยเป็นคนเก่ง แต่ระบบได้เลือกที่จะสร้างปีศาจขึ้นมาเอง
....

ประเทศที่จริงจังกับการสร้างประสิทธิภาพขององค์กร ไม่ได้เริ่มจากปลุกใจให้ขยันด้วยคำพูดสวยหรูว่า “ช่วย ๆ กันไปก่อนนะ”

แต่เริ่มจากการแก้โครงสร้างแรงจูงใจ แก้ด้วยระบบที่ทำให้คนที่คิดแต่จะเกาะองค์กรกินได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ได้รับผลกระทบที่แรงพอ

The Free-Rider Problem ไม่ได้ทำลายองค์กรในทันที แต่มันกัดกร่อนองค์กรจากข้างใน

มันทำให้คนดีเหนื่อย ทำให้คนเก่งหาย และทำให้ระบบเหลือแต่คนที่อยู่ได้ โดยไม่มีความจำเป็นที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น

องค์กรภาครัฐอาจไม่ล่ม เพราะรัฐโอบอุ้มอยู่ แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เราต้องการองค์กรที่ “อยู่รอด” หรือองค์กรที่ “สมควรอยู่ต่อ” กันแน่

และถ้าระบบยังสร้างเดอะแบกให้กับองค์กรไปเรื่อย ๆ ปล่อยปละคนเกาะองค์กรกินไปเรื่อย ๆ

วันนั้นคำว่า “เช้าชาม เย็นชาม”

ก็จะยังคงวนเวียนอยู่ มันจะไม่ใช่แค่สำนวนลอย ๆ แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่ฝังรากลึก และยากที่จะถอนออกได้จริง ๆ
....


#วัฒนธรรมองค์กร

23/01/2026

อะไรที่เหมาะกับเรา
มันจะมาพร้อมกับความสบายใจ

บางครั้งชีวิตไม่ต้องเลือกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หรือดีที่สุดในสายตาใคร ๆ
แค่เลือกสิ่งที่อยู่แล้วใจไม่อึดอัดก็พอแล้ว

สิ่งที่เหมาะกับเรา มักไม่ทำให้ใจเหนื่อยเกินไป
ไม่ทำให้ต้องเปลี่ยนตัวเองจนลืมว่าเราเป็นใคร

เพราะความสบายใจ คือสัญญาณเงียบๆ
ที่บอกว่าเรากำลังอยู่ในที่ที่เราควรอยู่จริงๆ

สิ่งไหนที่เหมาะกับเรา ก็เอาที่สบายใจ !!
𝐶𝑟𝑒𝑑𝑖𝑡 : 𝑈𝑛𝑘𝑛𝑜𝑤𝑛
𝑺𝒊𝒏𝒈𝒏𝒖𝒆𝒏𝒈𝒕𝒉𝒊𝒄𝒉𝒂𝒃𝒐𝒌

30/08/2025
Blend image ใน canva
21/08/2025

Blend image ใน canva

29/03/2025

“ครูสอนเดิน”

ตอนที่ยังเด็ก เราหลายคนอาจเคยคิดว่า ชีวิตคนเรานั้นคงมี “ครูคนเดียว” คือแม่ บางคนก็อาจจะมีทั้งพ่อและแม่เป็นครู และเมื่อโตขึ้นอีก ก็คิดว่าครูคือคนที่ยืนอยู่หน้าห้องเรียน

แต่พอโตอีกหน่อย เราจึงพบว่าชีวิตของเรามีครูอีกมากมายที่เราไม่เคยเห็นหน้าชัดๆ

บางคนมาในร่างของ “คนที่ทำให้เราหัวเราะ”
บางคนมาในร่างของ “ปัญหาที่เราต้องแก้”
บางคนมาในร่างของ “น้ำตา” ที่เราร้องเงียบๆ อยู่คนเดียว
เพราะชีวิตเรามีทั้งครูสุขและครูทุกข์

“ความสุข” จะสอนให้เรารักคนอื่น เวลาที่ใจเราสว่าง เราจะอยากแบ่งแสงนั้นให้คนข้างๆ อยากโทรไปหาเพื่อน อยากส่งข้อความหาคนรัก อยากซื้อของฝากให้แม่โดยไม่ต้องมีเหตุผล

แต่ “ความทุกข์” จะพาเรากลับมาหาตัวเอง ให้เราหันมาถามว่าเรายังไหวอยู่ไหม ยังหายใจดีอยู่ไหม ยังจำได้หรือเปล่าว่าเคยชอบอะไร

ความสุขทำให้เรารู้ว่า “เราอยู่เพื่อใคร” แต่ความทุกข์มักเตือนให้เรารู้ว่า “ใครคือคนที่อยู่เพื่อเรา”

และเราจะไม่มีทางเข้าใจบทเรียนของครูคนหนึ่งในนั้น ถ้าไม่เคยเจออีกครูอีกคนหนึ่งมาก่อน

เมื่อเราใส่รองเท้าแตะไปเดินเล่นที่ชายหาด สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องเจอคือ รองเท้าแตะมันมักจะเต็มไปด้วยเม็ดทราย

เราจะรู้สึกน่ารำคาญตอนแรก แต่พอเดินไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นว่ามันแค่เล็กๆ มันน่ารำคาญก็จริง แต่ไม่ถึงกับทำให้เดินไม่ได้

“ปัญหา” กับ“เม็ดทราย”ก็คงไม่ต่างกัน

ถ้าเรายืนจ้อง มันจะใหญ่เต็มตา แต่ถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ มันจะเริ่มกลายเป็นแค่ “อะไรบางอย่างที่เคยเกิดขึ้น”

ลองดูก็ได้ เวลาที่เรารู้สึกว่ามีอะไรเยอะมากอยู่ในหัว ให้ลองถามตัวเองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็น “ภูเขา” จริงๆ หรือแค่ “เม็ดทราย” ที่เรายังไม่ได้ปัดออกจากรองเท้า

สิ่งที่อกุศลที่สุดในชีวิต คือการหลอกตัวเอง

ในบรรดาสิ่งที่เราพยายามไม่ยอมรับ ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าการไม่ยอมรับว่า “เรากำลังหลอกตัวเองอยู่”

หลอกว่ารักทั้งที่ไม่มีหัวใจ หลอกว่าสู้ไหวทั้งที่กำลังหมดแรง หลอกว่ายิ้มอยู่ ทั้งที่รู้ว่าข้างในเริ่มจะร้าว

คนเราอาจเดินผิดทางได้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหลอกตัวเองไปนานๆ มันจะเดินห่างจากหัวใจไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจะพบว่าเรากลับมาไม่ถูกแล้ว

พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า “ความไม่รู้” คือเหตุแห่งทุกข์ และการหลอกตัวเอง ก็คือการยอมอยู่กับความไม่รู้นั่นเอง

เราทุกคนมีทั้งความสุข ความทุกข์ มีทั้งเม็ดทราย มีทั้งหลุมบ่อ และมีหลายวันที่เรายังไม่ซื่อสัตย์กับใจตัวเอง

แต่เหตุผลที่ดีที่สุดของชีวิตคือ เพราะเรายังเดินอยู่

ตราบใดที่เรายังเดิน เรายังมีโอกาสเรียนรู้จากครูทั้งสาม ครูสุขจะสอนให้เราแบ่งปัน ส่วนครูทุกข์จะสอนให้เราหยุดพัก และก็ยังมีครูอีกคนที่ไม่ค่อยปรากฎตัว ครูคนนี้ชื่อ “ครูกระจก” เขาคือครูที่จะสอนให้เรามองตัวเองแบบไม่หลอกกัน

วันนี้ เราอาจเริ่มต้นตอนเช้าด้วยกาแฟสักแก้ว แล้วเงยหน้ามองแสงแดดสักนิดหนึ่ง แสงแดดจะบอกให้เรารู้ว่าเราอาจไม่ต้องแก้ปัญหาทั้งหมด ไม่ต้องลุล่วงสำเร็จดีในทุกเรื่อง ในวันแค่วันเดียว

แค่ยอมรับว่าเรายังเดิน และพอใจกับทุกก้าวที่เป็น “ปัจจุบัน” เม็ดทรายจะค่อยๆ หลุดไปจากรองเท้าเอง หากเรายังเดินอยู่

หลุดบ้าง ติดบ้าง อย่างนี้แหละ

26/03/2025

จู่ ๆ ก็มีคนถามแปลก ๆ
เราอ่านหนังสือกันไปทำไมมากมาย อ่านไปก็ลืม ตัวเลขก็เยอะ เรื่องราวก็แยะ อ่านไปแล้วสุดท้ายก็จำไม่ได้อยู่ดี แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อยุคนี้แล้ว อยากรู้คำตอบอะไรก็เสิร์ชหาเอาตอนที่อยากรู้ก็ได้
เอาใหม่ เอาอย่างนี้ดีไหม เราลองถามตัวเองอีกครั้ง เราจำได้ไหมว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรากินอะไรไปบ้าง เดือนก่อนล่ะ ปีก่อนอีกล่ะ จำได้สักกี่มื้อ
ถึงจำไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะแม้เราจะจำไม่ได้ว่าเคยกินอะไร แต่ร่างกายของเราก็เติบโตจากสิ่งที่เรากิน
ขาที่เราใช้เดิน มือที่เราใช้หยิบจับ สมองที่เราใช้ประมวลผล เซลทั้งหมดล้วนถูกสร้างขึ้นจากข้าวหมูแดงแกงจืดที่เรากินมาตลอดชีวิต แม้เราจะจำรายละเอียดไม่ได้ทุกมื้อ แต่ร่างกายจำได้
เช่นเดียวกัน หนังสือทำหน้าที่เดียวกับอาหาร หนังสือไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อ แต่มันสร้างความคิด มันสร้างทัศนคติ
มันไม่ได้ทำให้กล้ามเราใหญ่ขึ้น แต่มันทำให้เรามองเห็นได้กว้างขึ้น
ลองนึกถึงเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยอ่านอะไรเลย กับเด็กอีกคนที่เติบโตมากับนิทานอีสป การ์ตูนโดเรม่อน โตขึ้นมาอ่านปรัชญาของเซเนกา อ่านชีวประวัติของกาลิเลโอ อ่านนวนิยายของมูราคามิ อ่านประวัติศาสตร์ของเอเซีย อ่านโกวเล้ง อ่านคู่กรรม ฯลฯ
แม้เขาจะจำรายละเอียดของแต่ละเล่มไม่ได้ทั้งหมด แต่หนังสือเหล่านั้นได้ซึมซับเข้าไปในตัวเขา ทำให้เขามองโลกแตกต่างจากคนที่ไม่เคยอ่าน
แล้วหนังสือสร้างอะไรให้เรา
หนังสือสร้างจริยธรรม – แม้เราจะจำบทสนทนาของคานธีไม่ได้ แต่หนังสือทำให้เราเข้าใจว่า “ความจริงสำคัญกว่าการเอาใจใคร” ยิ่งถ้าเราอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสตร์ เราจะรู้จักความจริงมากขึ้น
หนังสือสร้างความคิดสร้างสรรค์– แม้เราจะจำเนื้อหาของ พระอภัยมณี ไม่ได้ทั้งหมด แต่เราจะตระหนักว่าวิชาของการต่อสู้ไม่ได้มีแค่วิชาดาบหอกกระบอกปืน ดนตรีสามารถเป็นอาวุธได้ และแม้เราจะจำไม่ได้ว่าใครประดิษฐ์สิ่งไหนบ้าง แต่เราก็เข้าใจได้ว่าทั้งหมดมาจากการคิดต่าง
เรามักคิดว่าการอ่านคือการเก็บข้อมูล แต่แท้จริงแล้ว การอ่านคือ การสะสมชิ้นส่วนของตัวเรา ทุกตัวอักษร ทุกประโยค ทุกความคิด ล้วนเป็นเศษเสี้ยวของเราในอนาคต
หากสิ่งที่อยู่บนจานข้าวสร้างร่างกายของเรา
สิ่งที่อยู่ในหนังสือก็สร้างตัวตนของเรา
เราอาจจำไม่ได้ว่าเคยอ่านอะไรไปบ้าง แต่สิ่งที่เราเป็นในวันนี้ ล้วนเกิดจากหนังสือที่เราเคยอ่านมา
อ่านต่อไปเถิด ไม่ว่าจะอ่านจากหน้าจอหรือหน้ากระดาษ ถึงจะจำรายละเอียดไม่ได้ก็ช่างมัน เพราะอะไรบางอย่างในนั้นที่เหมาะกับเรา จะยังฝังอยู่ในตัวเราเสมอ

เครดิต เพจ Prapas Cholsaranon

26/03/2025

💞หัวใจของเราถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกัน

เราใช้ชีวิตกันแบบเร่งรีบ ตื่นเช้ามาก็วุ่นกับงาน วางโทรศัพท์ไม่เคยไกลตัว วันทั้งวันผ่านไปเร็วจนแทบไม่รู้ตัว พอมองกลับมาอีกที เรากลับรู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่มีคนรอบตัวเต็มไปหมด

บางที… สิ่งที่เราขาด อาจไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือ “การเชื่อมโยง”

สุขภาพหัวใจไม่ได้วัดแค่จากจังหวะการเต้น

เวลาพูดถึงสุขภาพหัวใจ เรามักนึกถึงการกินอาหารดีๆ ออกกำลังกาย ลดน้ำตาล พักผ่อนให้เพียงพอ แต่นอกจากเรื่องพวกนี้ หัวใจของเรายังต้องการ “ความสัมพันธ์” ด้วย

ลองคิดดูว่าครั้งล่าสุดที่คุณรู้สึกอบอุ่นหัวใจคือเมื่อไหร่?
• ตอนที่คุณได้ช่วยเหลือใครสักคน โดยไม่ได้หวังอะไร
• ตอนที่มีคนรับฟังคุณจริงๆ โดยไม่ตัดสิน
• ตอนที่คุณจับมือใครบางคน แล้วบอกเขาว่า “ฉันอยู่ตรงนี้”

ทุกครั้งที่เรามีช่วงเวลาเหล่านี้ หัวใจของเราจะรู้สึกเต็มอิ่มขึ้นมาเองโดยไม่ต้องพยายาม

การออกกำลังกายที่ดีที่สุดของหัวใจ อาจไม่ใช่แค่คาร์ดิโอ

เราออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง แต่น้อยคนจะรู้ว่า หัวใจก็ต้องการการ “ออกกำลังกาย” ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป

มันคือ การให้
• ให้เวลากับคนที่ต้องการกำลังใจ
• ให้ความเข้าใจกับคนที่ทำผิดพลาด
• ให้ความอ่อนโยน แม้ในวันที่ตัวเองเหนื่อย

ทุกครั้งที่คุณแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม คำพูดดีๆ หรือแค่การรับฟัง หัวใจของคุณก็จะแข็งแรงขึ้นเอง

โลกที่เร่งรีบ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเร่งรีบไปกับมัน

ทุกวันนี้คนมากมายรู้สึกเครียด โดดเดี่ยว อารมณ์ขุ่นมัวโดยไม่รู้ตัว เพราะเราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างไวไปหมด รีบทำ รีบตอบ รีบไปข้างหน้า จนลืมหันมามองว่าใครข้างๆ เรากำลังรู้สึกยังไง

บางที…
การหยุดสักนิด ยิ้มให้ใครสักคน ฟังเขาอย่างตั้งใจ หรือยื่นมือไปช่วยเหลือโดยไม่ต้องคิดมาก อาจเป็นสิ่งที่หัวใจของเราต้องการมากที่สุด

มันไม่ต้องยิ่งใหญ่ แค่ “อยู่ตรงนั้น” ให้ใครสักคนก็พอ

ลองดูสิ… ว่าวันนี้เราทำอะไรให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้บ้าง

มันอาจจะเป็นการโทรหาเพื่อนเก่าที่ไม่ได้คุยนานแล้ว
การช่วยถือของให้ใครสักคนที่หอบของพะรุงพะรัง
หรือแค่บอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร เราทำดีที่สุดแล้ว”

บางที… หัวใจของเราก็ต้องการแค่นั้นเอง 😊



“There is no better exercise for the heart than reaching out and holding the hand of someone in need.”
— John Holmes

#หมอท๊อป #สุขภาพใจสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย #ให้คือพลัง

18/02/2024
18/02/2024
🌼🌵
05/02/2024

🌼🌵

🌸🌵
05/02/2024

🌸🌵

ที่อยู่

310 หมู่ 15 ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมือง
Nan
55000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30
เสาร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Tip to growผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท