12/03/2021
เมื่อพูดถึงการฝึกสติ
หลายคนนึกแค่ฝึกเห็นกายใจ
โดยความเป็นรูปนาม
ซึ่งเป็นบุญขั้นสูงสุดท่าเดียว
จริงๆแล้ว
การฝึกสติให้พ้นทุกข์จริง
ต้องมีบุญระดับรากฐาน
มาจากการละบาป
หมายความว่า
ถ้ายังขาดสติ สร้างบาปเวรบ่อยๆ
ยอมให้จิตถูกปนเปื้อน
ด้วยมลพิษในหัวทุกวัน
อย่างนั้นไปไม่ถึงไหนหรอก
จิตไม่มีทางผ่องแผ้วพอ
ที่จะเห็นกายใจตามจริงไปได้
เหมือนกวนน้ำให้ขุ่นตลอดเวลา
ก็ไม่มีทางเห็นสิ่งที่อยู่ในโอ่งได้ชัด
ข้อที่จะวัดว่า
เรามีสติละบาปได้ดีหรือยัง
ดูง่ายๆว่า พอมีเรื่อง
เราอยากเก็บอะไรไว้
ระหว่างความโปร่งใส
หรือความขุ่นมัว
สติที่รักจิตโปร่งใส
จะเห็น ณ ขณะเกิดเหตุว่า
จิตขุ่นมัวแล้ว
ด้วยถ้อยคำแย่ๆในหัว
สติที่ทำงานอัตโนมัติ
จะขอผ่าน ไม่เก็บคำนั้นไว้ในใจต่อ
อย่าว่าแต่จะให้หลุดโพล่งออกจากปาก
แต่ตรงข้าม ถ้าสติอ่อนสุดขีด
คำแย่ๆในหัวผุดขึ้นเมื่อไร
มันจะมีอำนาจเหนือทุกสิ่ง
โดยแปรรูปเป็นวาจา
พุ่งออกจากปากเข้าหาเป้าหมายทันที
เหมือนไม่มีสิ่งใดในตัวเราไปห้ามได้
ความมีสติอ่อน
ยอมตามคำแย่ๆในหัว
จัดเป็น ‘ไก่อ่อน’ บนเส้นทางเจริญสติ
อย่าไปโทษว่าเป็นความผิดใคร
ทำตามคำสอนสำนักไหนมา
ให้โทษตนเอง
ที่ไม่เข้าใจวิถีทางการเจริญสติอย่างถ่องแท้
จ้องมองแต่ขั้นแอดวานซ์
แต่ละเลยขั้นเบสิก
จึงตกกระไดง่าย
ให้ต้องมาแอบรู้สึกบ่อยๆว่า
ฝึกสติมานาน
ทำไมถึงตายน้ำตื้นได้อย่างนี้
มีเรื่อง
แล้วคิดพูดทิ่มแทงให้อีกฝ่ายเจ็บใจ
เป็นธรรมชาติของมนุษย์
แต่มีเรื่อง
แล้วเลือกคำที่ไม่ขุ่นเขา ไม่ขุ่นเรา
แค่ฝึกสติให้ดีอย่างเดียวไม่พอ
ต้องฝึกกันนาน อาจจะทั้งชีวิตทีเดียว!