11/12/2021
[ เบื้องหลัง ‘นิคมฯ จะนะ’ ฉบับขายฝัน ของ ‘นักการเมืองใหญ่’ และ ‘นายทุนขาประจำ’ ที่มีทหารคอยดูแล ]
ย้อนอ่านสรุปคำอภิปรายไม่ไว้วางใจ ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน ‘นิคมอุตสาหกรรมจะนะ’ จังหวัดสงขลา อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แม้เบื้องหน้าอาจบอกว่า นี่คือการพัฒนาครั้งใหญ่ของปักษ์ใต้บ้านเรา แต่เบื้องหลังกลับเป็นการจับมือกันของนักการเมืองตัวร้ายกับนายทุนตัวแสบที่มีทหารเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อหาประโยชน์ ฟันกำไรมหาศาลจากส่วนต่างราคาที่ดินและการใช้อำนาจหน้าที่เปลี่ยน ‘สีผังเมือง’ ใหม่อย่างไร้ยางอาย
ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ - Prasertpong Sornnuvatara ขุนพลภาคใต้ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล รับหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ จับพิรุธโครงการใหญ่ ฉบับ สอดไส้-ขายฝัน โครงการนี้ใครเป็นใคร และมีพฤติกรรมอย่างไร มาร่วมกันติดตามโครงการไปกับเรากันเลย
📌 โครงการนิคมฯจะนะ ‘เมืองอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต’ ไม่ได้อยู่ในแผน ‘เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ’ ของรัฐบาล คสช. มาตั้งแต่แรก ในปี 2559 แต่เพิ่งถูกสอดไส้เข้ามาทีหลัง
นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะนายก อบจ. ผลักดันแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ด้วยการยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมพลังงานครบวงจร (Energy Complex) ต่อมา วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 คณะรัฐมนตรี คสช. จึงออก มติ ครม. ทิ้งทวนช่วงสุญญากาศ ระหว่างรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 เห็นชอบขยายผลโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนไปสู่พื้นที่ อ.จะ
📌 TPIPP และ IRPC ได้รับการอนุมัติงบลงทุน 18,680 ล้านบาท มีการใช้ประโยชน์ตามแผนการของโครงการในพื้นที่ 16,753 ไร่ โดยโครงการนี้ไม่เคยมีการพูดคุยหรือผ่านกระบวนการความมีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่มาก่อน
📌 อีกปัญหาสำคัญคือ สีผังเมืองเดิม เป็น ‘สีเขียว’ หรือถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเท่านั้น เพื่อเคลียร์ปัญหา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จึงกระโดดเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการทั้งที่ไม่มีบทบาทหน้าที่ใดเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยได้จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (เทียม) และชงเรื่องการเปลี่ยนสีผังเมืองให้เป็น ‘สีม่วง’ เพื่อให้สามารถลงทุนใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้
📌 คนในพื้นที่กังวลว่า หากเกิดนิคมฯ จะนะ อาชีพและธุรกิจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจะหายไป และจะเกิดการทำลายล้างทรัพยากรทางทะเลครั้งมโหฬาร จากเดิมที่จะนะเป็นพื้นที่ทรัพยากรสมบูรณ์เหมาะแก่การทำเกษตรและการประมง มีการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น การล่องเรือดูปลาโลมาสีชมพู ธุรกิจเลี้ยงนกเขาแข่งขัน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ 100 - 500 ล้านบาท
📌 แนวโน้มความสำเร็จโครงการ อาจไม่เป็นไปตามที่ ศอ.บต. ขายฝันว่า เม็ดเงินลงทุน 18,680 ล้านบาท จะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ถึง 100,000 ตำแหน่ง เพราะเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนทั้ง 10 เขต ที่เกิดจากนโยบายของประยุทธ์ ล้วนแล้วแต่ล้มเหลวทั้งหมด
📌 ความต้องการให้เกิด Energy Complex ไม่ได้มาจากรัฐ แต่มาจากความต้องการของกลุ่มทุน TPIPP จากเอกสารเตรียม EIA ของบริษัท วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ยืนยันชัดเจนว่า TPIPP เป็นผู้ไปเสนอแผนการผลักดันพัฒนาโครงการในพื้นที่จะนะ ข้อสงสัยคือ ทำไมไม่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เป็นรัฐวิสาหกิจทำ อย่างไรก็ตาม เครือ TPIPP เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่มีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินผ่านโต๊ะจีนประชารัฐ
📌 ร่องรอยความไม่ปกติเกี่ยวกับการ ‘กว้านซื้อที่ดิน’ ในพื้นที่จะนะ พบว่า เกี่ยวพันกับกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายหรือเครือญาติกับ นิพนธ์ บุญญามณี ทั้งสิ้น ไม่ว่า ลูกชาย ทนายความคนสนิท ลูกพี่ลูกน้องของภรรยา คู่เขย เป็นต้น มีการซื้อขายทั้งหมด 23 ธุรกรรม พื้นที่ 464 ไร่ มูลค่า 110 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 236,166 บาทต่อไร่
📌 บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP กว้านซื้อที่ดิน 25 ธุรกรรม พื้นที่ 450 ไร่ มูลค่า 271 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 602,608 บาทต่อไร่
📌 หากใช้ วันที่ 21 มกราคม 2563 ที่ ครม. มีมติเห็นชอบโครงการจะนะ และให้ ‘เปลี่ยนสีผังเมือง’ เป็นตัวแบ่ง พบว่า ผู้ที่ทำการกว้านซื้อที่ดินก่อนวันที่ 21 มกราคม 2563 จำนวนมากคือกลุ่มของ นิธิกร, สิรภพ และเครือข่ายครอบครัวนิพนธ์ ส่วนกลุ่มที่ทำการกว้านซื้อที่ดินมากหลังวันที่ 21 มหราคม 2563 คือบริษัท TPIPP จึงเป็นข้อสงสัยว่า เครือข่ายครอบครัว นิพนธ์รู้ล่วงหน้าว่าจะมีมติ ครม. ออกมาในวันไหนที่จะมีผลกับราคาที่ดินหรือไม่ จึงได้เร่งซื้อเร่งโอนที่ดินก่อนที่จะมี มติ ครม. ออกมา จึงมีคำถามว่าเป็นลักษณะพฤติกรรมการใช้ข้อมูลภายในจากฐานะรัฐมนตรี เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติเพื่อกว้านซื้อที่ดินใช่หรือไม่
📌 เครือข่ายและครอบครัวของ นิพนธ์ สามารถเอาที่ดินไปขายต่อได้ราคาเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าจากที่ซื้อมาจากชาวบ้าน ส่วน TPIPP หากสามารถผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมได้จริง จะสามารถขายที่ดินในนิคมได้ไร่ละ 3,000,000 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10 เท่าตัว
📌 ยังมีข้อสงสัยอีกว่า เครือข่าย นิพนธ์ พยายามรวบรวมที่ดิน นส. 3ก. ให้บริษัท TPIPP ไปออกโฉนดหรือไม่ เพราะหลังจาก ครม. มีมติ เดินหน้านิคมฯจะนะ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ที่มี พล.อ. ประวิตร เป็นประธาน ในการประชุมวันที่ 21 ตุลาคม 2562 และ นิพนธ์อยู่ในที่ประชุมด้วย ได้มีมติให้สำนักงานที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว สนับสนุนการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินให้กับประชาชนเป็นการเร่งด่วน ซึ่ง นิพนธ์ รับลูกอย่างรวดเร็ว โดยตั้ง ‘ศูนย์อำนวยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จ.สงขลา-นครศรีธรรมราช’ แต่ในทางปฏิบัติกลับเน้นอนุมัติเฉพาะ 4 ตำบล ซึ่งที่อยู่ในเขตสีม่วงทั้งหมด
📌 ขณะที่โครงการนิคมฯ จะนะ เป็นโครงการที่เต็มไปด้วยข้อสงสัยว่า มีการใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีและอำนาจรัฐผลักดันโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและเครือญาติตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การเปลี่ยนสีผังเมือง เจรจาซื้อขายที่ดิน ไปจนถึงการออกโฉนดที่ดิน แต่การรับฟังเสียงจากประชาชนกลับถูกกีดกันอย่างเต็มที่ เช่น เวทีรับฟังความคิดเห็นวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 มีการใช้กำลังตำรวจกว่า 1,000 นาย และรั้วลวดหนามปิดกั้นกลุ่มคัดค้านไม่ให้เข้าร่วมเวที โดยกันให้อยู่ห่างออกไปกว่า 3 กิโลเมตร ระหว่างนั้นมีการส่งทหาร ตำรวจไปคุกคาม ขมขู่ กดดัน ให้ร้ายประชาชนไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว นักปราชญ์และครูสอนศาสนาถูกใส่ร้ายป้ายสีจาก กอ.รมน. ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดน เหล่านี้ล้วนเป็นการสุมไฟแห่งความขัดแย้งในพื้นที่ โครงการบนพื้นที่ 17,000 ไร่ของจะนะนี้ จึงเป็นโครงการที่ ‘นายทุนคิด ทหารดัน นักการเมืองหาประโยชน์’ อย่างแท้จริง
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.moveforwardparty.org/article/9728/
#ก้าวไกล